Working class goes to heaven: นรกของผู้ใช้แรงงานและสวรรค์ของนายทุน…เพราะเราต่างไม่รู้ว่ากำลังถูกกดขี่

เราทำงานกันมากขึ้น เพื่อที่จะได้ค่าแรงที่น้อยลง เราทำงานมากกันขึ้น เวลาของเราที่จะได้อยู่กับครอบครัวก็น้อยลงไปเช่นกัน การลดค่าแรงมันก็เปรียบเสมือนการลดคุณค่าของแรงงานอย่างเรา หนำซ้ำมันยังเปรียบเสมือนการลดคุณค่าของครอบครัวของเราด้วย

‘ค่าแรงเท่านี้มันเทียบไม่ได้เลยกับความเสี่ยงที่แรงงานอย่างเรากำลังแบกรับอยู่ แล้วถ้าเกิดวันนึงเราเป็นอะไรไปล่ะ แล้วคนข้างหลังเราจะเป็นยังไง’

คำพูดจากบทสัมภาษณ์จากไรเดอร์ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดค่าแรง ทำให้สหภาพไรเดอร์ (Freedom Rider Union) ออกมารวมตัวกันกดดันบริษัทและนัดกันหยุดงาน (Strike action) เพื่อเรียกร้องให้บริษัทรับผิดชอบกับการกระทำดังกล่าว ด้วยค่าจ้างที่ถูกปรับลดลงนั้น อาจส่งผลทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น รวยขึ้น แต่กลับกันคนงานของพวกเขานั้นจะจนลง เหตุการณ์ Strike ของพี่น้องไรเดอร์ในครั้งนี้ ทำให้เราคิดถึงภาพยนตร์สัญชาติอิตาลีเรื่อง The Working Class Goes to Heaven หรืออีกชื่อคือ Lulu the tool ออกฉายในปี 1971 ที่ตัวละครเผชิญเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ ถึงแม้จะเป็นภาพยนตร์เรื่องเก่ากว่า 40-50 ปี แต่ก็น่าแปลกที่แต่ละประเด็นของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงใช้เป็นภาพสะท้อนของสภาพการทำงาน การว่าจ้างในประเทศไทยไทยได้เป็นอย่างดี อย่างที่ตัวละครในฉากหนึ่งได้เคยพูดเอาไว้ว่า

‘ชีวิตของพวกเราเป็นแบบไหนกันแน่? พวกเราทำงานก็มีคนมาบอกว่าต้องทำแบบนู้นสิ ทำแบบนี้สิ ทำไมพวกเราจะต้องทำงานทำงานมากขึ้นเป็นสองเท่ากัน พวกเรามาทำงานในวันอาทิตย์ก็แล้ว พวกเราทำงานหามรุ่งหามค่ำก็แล้ว ยันมืดค่ำดึกดื่น พวกเราก็ยังไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย หรือพวกเราคงต้องเอาลูกเอามาทำงาน เอาเมียมาป้อนข้าวป้อนน้ำเลยถึงจะพอใจ ทั้ง ๆ ที่พวกเราเอาแต่ทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน พวกเขาจะต้องทำงานจนตายกันไปข้างนึงเลยหรือ?’

ภาพยนตร์เรื่อง Working Class Goes To Heaven (Lulù the tool) 1971 ได้เข้าชิงรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1972 (หรือปี พ.ศ. 2515) จากผลงานกำกับของ Elio Petri ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดของประเทศอิตาลีในเวทีภาพยนตร์ และในอิตาลีก็ยังได้รับรางวัล David di Donatello สำหรับสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในฐานะของภาพยนตร์ที่ตีแผ่ภาพสะท้อนชีวิตของหนุ่มสาวโรงงานที่ตราตรำทำงานและต้องแบกรับความเสี่ยงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ระบบประกันสุขภาพที่ไม่ได้คุ้มครองอย่างครอบคลุม รายได้ที่น้อยสวนทางกับค่าครองชีพ ไม่มีโบนัส ไม่มีค่าทำงานล่วงเวลา ต้องอยู่ภายใต้สัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือคลุมเครือ บ้างต้องเสียค่าปรับยิบย่อยจากระเบียบการทำงาน บ้างต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงในการจ้างงาน และแย่ไปกว่านั้นพวกเขาอาจจะไม่รู้วันที่ตัวเองจะเกษียณจากการทำงานเลยด้วย

เรื่องราวถูกเล่าผ่านตัวละครที่ชื่อว่า ‘Lulù Massa’ แรงงานหนุ่มที่อุทิศชีวิตให้กับการทำงานในโรงงานแปรรูปเหล็ก เขาไม่เคยแม้แต่จะคิดสงสัยหรือตั้งคำถามใด ๆ เกี่ยวกับงานที่เขาทำ Lulù มีมุมมองต่อการทำงานว่ามันเปรียบเสมือนการเข้าแข่งขัน เขาจึงขยันขันแข็งและมุ่งมั่นในการทำงาน เพื่อหวังจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ การทำงานมากขึ้นเท่าไหร่ น้ำพักน้ำแรงจากการอุทิศทั้งกายและใจของเขาก็ยิ่งจะเสียไปมากเท่านั้น ในทุก ๆ วัน Lulù จะก้มหน้าก้มตายืนทำงานกับเครื่องจักรเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวันโดยไม่เคยปริปากบ่น รวมถึงไม่สนใจสิ่งอื่นรอบตัว แต่ละวันที่ดำเนินไป เขารวมถึงพนักงานคนอื่น ๆ ในโรงงานจะถูกกรอกหูด้วยคำโฆษณาชวนเชื่อทุกวัน ให้ตั้งใจทำงานและดูแลรักษาเครื่องจักรให้ดีเพราะมันเป็นประโยชน์ของพวกเขาเองที่จะปลอดภัยในระหว่างการทำงาน และสุขภาพร่างกายของพวกเขาจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับการดูแลเครื่องจักรมากไปกว่านั้นพวกเขาต้องทำงานภายใต้สัญญาการจ้างงานที่นับรายได้เป็นรายชิ้น (piecework contract) ซึ่งก็หมายความว่าสัญญาดังกล่าว ก็คือการกำหนดกรอบการทำงานให้ต้องทำงานหนักมากขึ้น หากแรงงานต้องการรายได้ที่มาก พวกเขาจะต้องสร้างหรือทำชิ้นงานให้ได้จำนวนที่มากขึ้น โดยไม่ได้คำนึงถึงเวลาให้การทำงานว่าจะต้องใช้เวลามากหรือน้อยเท่าใด ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มทั้งจากสหภาพแรงงาน และเหล่านักเรียน นักศึกษาในการเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับแรงงาน

สำหรับ Lulù เขาไม่เคยสนใจฟังข้อเรียกร้องต่างของผู้ประท้วงที่เรียกร้อง เช่น การให้แก้ไขสัญญาจ้างรายชิ้นงานที่เอาเปรียบแรงงานมากเกินไป ให้เพิ่มค่าแรง ลดเวลาทำงานเพื่อให้เขาได้มีชีวิตอยู่กับครอบครัวมากขึ้น รวมถึงเรียกร้องให้หยุดความรุนแรงที่มีต่อแรงงาน เขาไม่เคยคิดถึงสิ่งเขาเสียไปให้กับการทุ่มเทเพื่อโรงงาน ความเหนื่อยล้าสะสมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเขาทุ่มเทกับงานอย่างหนัก นานวันเข้าความเหนื่อยล้านี้จึงทำให้กระทบกับความสัมพันธ์ในครอบครัว ทำให้เวลาของเขาที่จะได้อยู่ ดูแล เอาใจใส่ลูกและภรรยาน้อยลง ในความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานก็ไม่ได้ดีเท่าที่ควรนัก เนื่องจากเขาสามารถทำการแปรรูปเหล็กได้วันละหลายร้อยชิ้นต่อชั่วโมง จึงทำให้ฝ่ายควบคุมการผลิตภายในโรงงานนำปรับเกณฑ์ของจำนวนชิ้นงานที่แรงงานควรทำได้เพิ่มมากขึ้น หากแรงงานคนไหนไม่สามารถทำได้ก็จะต้องเสียค่าปรับหรือถูกหักเงิน สภาพแวดล้อมการทำงานจึงไม่ดีตามไปด้วย แต่นั่นเองก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนมุมมอง หรือทำให้เขากล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ได้เลย จนกระทั่งเขาประสบอุบัติเหตุในระหว่างการทำงาน จนทำให้ต้องสูญเสียนิ้วชี้ไป จากนั้น เพื่อนร่วมงานจึงนัดกันหยุดงานเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ Lulù เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนการชี้ให้เห็นถึงผลลัพธ์จากการทำงานที่ยิบย่อย กินเวลานานและเสี่ยง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ Lulù ถึงกลับเปลี่ยนความคิดต่องาน ต่อโรงงานที่เขาเคยอุทิศเวลาชีวิตให้ เมื่อเขาตาสว่างและรับรู้ว่าชีวิตในการงานของเขาไม่มั่นคงแบบที่เคยเชื่อ เขาจึงรู้สึกไม่ปลอดภัยนับจากนั้น เขาเริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงานให้มีจังหวะที่ช้าลงไม่สนใจคำต่อว่าของฝ่ายควบคุม

เพื่อแสดงความไม่พอใจกับสิ่งที่ต้องเผชิญ เขาได้ขึ้นไปพูดระหว่างการ Strike กับเหล่าแรงงานเพื่อระบายความคับแค้นใจที่สะสมไว้ เขากล้าที่จะตั้งคำถามต่อการทำงานอย่างตรงไปตรงมา จนเกิดเป็นบทพูดที่ว่า ‘ชีวิตเราเป็นแบบไหนกันแน่?…’ และการเข้าใจคำว่า ‘ชัยชนะ’ ในมุมมองที่แตกต่างออกไปจากเดิมที่ Lulù เคยเชื่อนั้นก็พังทลายลงตามไปด้วย ชัยชนะที่ผูกติดอยู่กับการทำงานนั้นไม่มีจริง เพราะสุดท้ายแล้วผลผลิตก็จะนำจัดเข้าไปในสายพานผลผลิตรวมอยู่ดี การทุ่มเทแรงลงไปไม่ได้หมายความว่าเขาจะชนะแต่ความจริงคือการที่โรงงานจะได้ผลผลิตจากงานที่สูงขึ้น นำมาซึ่งกำไรกลับเข้ากระเป๋าแล้วเหล่านายทุนก็จะมาขูดรีดแรงงานซ้ำไปซ้ำมาด้วยวิธีการต่าง ๆ อาทิ การลดค่าแรง การขยายเวลาทำงาน การหักเงิน/เสียค่าปรับ เป็นต้น เขารับรู้ว่าชัยชนะภายใต้กติกาที่ไม่ยุติธรรมนั้นไม่อาจะเรียกได้ว่าเป็นชัยชนะได้ มิหนำซ้ำยังถูกเอาเปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย ในประเด็นของการเอาเปรียบ ยำยีในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเหล่าแรงงาน ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสะท้อนภาพของการกดขี่ที่ทับซ้อนกัน อย่างการถูกปฏิบัติในแบบสัตว์มากกว่าจะมองเขาว่าเป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน อันเป็นผลพวงมาจากการทำงานอย่างหนักอย่างต่อเนื่องที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างเรื่องชีวิตครอบครัว และเรื่องทางเพศ จึงส่งผลต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ส่งต่อกันมาเป็นทอด ๆ เหมือนกับการที่นายทุนหลอกใช้เขาทำงานเพื่อกินส่วนต่าง แต่เขากลับได้เงินไม่เป็นธรรม ถูกลดค่าแรงลงเรื่อย ๆ ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเขากำลังถูกหลอกใช้ และยังถูกไล่ออกแบบไม่เป็นธรรม จึงเป็นผลทำให้ทุกอย่างที่เขาเผชิญถูกแสดงออกมาในรูปแบบของการมีความสัมพันธ์แบบลับ ๆ กับเพื่อนร่วมงานสาวที่ Lulù ยำยีเธอ แต่พอหลังจากเขาพอใจแล้ว เขาก็ไม่แยแสพร้อมกับพูดจาทำร้ายจิตใจเธอในทันที ซึ่งก็ดูคล้ายกับการที่นายทุนใช้ประโยชน์จากแรงงานอย่างเขาเสร็จแล้วก็มากดขี่ให้มากกว่าเดิม หรือเมื่อแรงงานทำงานได้อย่างไม่สมบูรณ์ก็เขี่ยทิ้ง เหมือนกับที่บริษัทไล่เขาออกโดยไม่ใยดี และรับผิดชอบใด ๆ เลย เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับสหภาพแรงงานเพื่อเรียกร้องให้นายทุนรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว

ทำไมสหภาพแรงงานถึงเป็นเหมือนดาบและโล่ให้กับเหล่าแรงงาน? ใครต่างเคยได้ยินคำที่ว่า หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว กรณีของสหภาพแรงงานก็มีหลักการเดียวกัน เสียงของแรงงานคนเดียวไม่อาจดังได้เทียบเท่ากับเสียงของแรงงานสิบคนดังเช่นกรณีของ Lulù ที่พยายามต่อสู้เรียกร้องด้วยตัวเองเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเอาชนะต่อกลุ่มนายทุนให้มารับผิดชอบตนได้ แล้วได้ออกมาตั้งคำถามต่อง่าย ๆ ถึงผู้กดขี่ของเขาอย่างคำถามที่ว่า  ‘ชีวิตแบบนี้คืออะไร เราเรียกได้มันว่าเป็นชีวิตจริง ๆ หรือเปล่า? นี่หรือคือชีวิตของพวกเราเหล่าแรงงาน?

เพราะมันล้วนไม่มั่นคงเลย ทั้งการถูกเลิกจ้างโดยไร้การเยียวยา เหมือนการถีบหัวส่ง จึงทำให้เขาต้องเข้าร่วมกับสหภาพแรงงานเพื่อสร้างพลังแล้วส่งเสียงไปให้เหล่ากลุ่มทุนและรัฐได้ยิน จำนวนของสมาชิกทุกคนล้วนเป็นเสียงที่สำคัญในการส่งเสียงเรียกร้องและผลักดันประเด็นปัญหาต่าง ๆ ให้ได้รับการแก้ไข ความสำคัญของการมีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งจะช่วยส่งเสริมให้ชนชั้นกลางลงไปเข้มแข็งขึ้นได้ เนื่องจากการรวมกลุ่มกันเป็นสหภาพจะช่วยรักษาสมดุลระหว่างกลุ่มทุนกับแรงงานการจัดสรรผลประโยชน์ได้ ทำให้กลุ่มทุนไม่สามารถที่จะเอาเปรียบเกินสมควร ซึ่งก็จะช่วยรักษาผลประโยชน์ และทำให้กลุ่มแรงงานมีอำนาจในการเจรจาต่อรองกับกลุ่มทุนได้ อันจะทำให้คุณภาพชีวิตของแรงงานและครอบครัวได้มีชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย อาจจะดียิ่งขึ้นไปอีก

ชีวิตส่วนตัว ชีวิตที่ทำงาน และสหภาพแรงงาน จึงแยกไม่ขาดขาการมีรัฐสวัสดิการ หาก Lulù อยู่ในรัฐที่มีสวัสดิการถ้วนหน้าให้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ เขาที่มีสถานะเป็นแรงงาน ก็คงจะมีชีวิตที่รู้สึกมั่นคงกว่านี้ เนื่องจากเขาจะสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้เต็มรูปแบบโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือเขาสามารถที่จะหยุดงานเพื่อพักฟื้นได้โดยที่มีรัฐและนายจ้างจ่ายค่าชดเชยรายได้ให้

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของแค่แรงงานในโรงงาน แต่สภาพปัญหา Lulu เผชิญมีสถานะเหมือนกับสถานะของพี่น้องเหล่าไรเดอร์ในประเทศไทยในปัจจุบันที่ต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องต่าง ๆ เอง ในกลไกทุนนิยมที่เปราะบางไม่ว่าจะเป็นปัญหาในด้านสุขภาพที่ทำงานเก็บชั่วโมง สะสมยอดรอบขนส่งจนไม่ได้หยุดพักเที่ยง หรือไม่ได้นอน ก็เนื่องจากรายได้เป็นรายรับวันต่อวัน วันไหนทำได้น้อยก็จะได้เงินน้อย วันไหนไม่ทำก็เท่ากับว่าจะขาดรายได้ไป ในการขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นเวลานาน ๆ ก็ส่งผลโดยตรงกับอาการปวดเมื่อยตัวด้วย ในด้านความปลอดภัย การขยันสร้างจำนวนรอบที่เพิ่มขึ้นเท่ากับความอิ่มท้องในแต่ละวันของพวกเขาและครอบครัว หากยิ่งช้ารายได้ก็ยิ่งจะน้อยลงไป จึงเป็นเหมือนการบีบรัดให้ต้องขับขี่รวดเร็ว ทันใจลูกค้า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความปลอดภัยที่ลดลง ในเรื่องสวัสดิการไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมยานพาหนะ ที่ต้องเป็นผู้แบกภาระค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด และยังไม่รวมถึงการมีอำนาจต่อรองที่ต่ำทั้งกับลูกค้า และบริษัท เหมือนกับกรณีของบอย ไรเดอร์ไทยที่อยู่ภายใต้ระบบการทำงานที่บิดเบี้ยวในไทยได้เคยตั้งถามไว้ว่า

เมื่อก่อนบริษัทยังไม่ใหญ่โตขนาดนี้ ยังให้ค่ารอบ ค่าเงินพิเศษเราดีเลย ตอนนี้บริษัทใหญ่โตมีกำไรแล้ว แต่ทำไมค่าตัวเรากลับถูกลง ผมรู้ว่าตอนเปิดตัวใหม่ ๆ ทุกคนต้องลงทุน ตอนนี้เป็นเวลาเอาคืน แต่มันเป็นการเอาคืนที่กินไปหรือเปล่า?”

ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับประโยคคำถามของ Lulù ที่ได้เคยได้ถามไว้ว่า

‘พวกเราจะเอาเวลาที่ไหนมานั่งว่าง ๆ มานั่งดูโทรทัศน์หรือพูดคุยเรื่องฟุตบอล ในเมื่อเราต้องคอยมานั่งสร้างผลผลิตที่จะแปรเป็นกำไรมากมายให้กับเหล่านายทุน รู้มั้ยว่ากำไรเหล่านั้นมันสร้างมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเรา พวกเราจะต้องรักษาผลประโยชน์ของเราที่พวกเขาหลบซ่อนไว้นั่นสิ’

จะเห็นได้ว่าทั้งคู่ต่างเผชิญกับความเสี่ยงที่ต้องเผชิญทั้งหลายรวมถึงสวัสดิการที่ต่ำเตี้ยเรี้ยดิน การมีอำนาจต่อรองที่น้อยนิด และความพยายามเอารัดเอาเปรียบผ่านช่องทางและกระบวนการต่าง ๆ ของนายทุน ทำให้พวกเขาอ่อนแอเหลือเกินว่าจะออกมาต่อสู้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว พวกเขาจึงต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองอย่างการก่อตั้งสหภาพนั่นเอง

#ก็เพราะเราทุกคนคือแรงงาน ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น สังคมมักเข้าใจกันผิดว่าแรงงานมักจะเป็นคนที่มีอาชีพเป็นกรรมกร ชาวไร่ ชาวสวน แต่ในความจริงเราทุกคนล้วนเป็นฟันเฟืองหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมและรัฐผ่านการที่คนออกไปทำงาน ทั้งข้าราชการ และไม่ใช่ข้าราชการ อาจจะเป็นครู ทหาร หมอ พยาบาล ตำรวจ ศิลปิน นักกายภาพ นักวิจัย นักออกแบบ ฯลฯ อาชีพที่ไม่ว่าจะอยู่เบื้อหน้าหรือเบื้องหลัง พวกเราล้วนเป็นแรงงานทั้งสิ้น เราล้วนเป็น 99% ในระบบเศรษฐกิจที่ต้องลงแรงทำงานแลกเงิน ล้วนถูกขูดรีดให้มีค่าตอบแทนที่ต่ำสวนทางกับความเหนื่อยที่ต้องแลก หมอในรพ.ที่ต้องเข้าเวร หามรุ่งหามค่ำ ครูที่ต้องทำเอกสารการประเมิน ทำงานวิชาการ และยังต้องดูแล ให้คำปรึกษาเด็กหลายต่อหลายคน หรือทหาร ตำรวจ ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เกินกว่างาน พวกเราทุกคนต่างรู้อยู่เต็มอกว่าเราไม่ได้อยู่บนหอคอยงาช้าง ไม่ได้เป็นนายทุนผู้มั่งมี ไม่ใช่ 1% เราต่างเป็นคนกลุ่มเดียวกัน คนที่ถูกกดขี่ ถูกขูดรีด เอาเปรียบ เป็นผู้รับชะตากรรมจากสิ่งที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายแหล่ แต่เมื่อเราทุกคนร่วมมือร่วมใจกันในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทยให้เท่าเทียมขึ้น เสียงของคน 99% จะย่อมดังกว่าเสียงของคน 1% อย่างแน่นอน

อ้างอิง

  • ประชาไท. (2021). บริษัทไลน์แมนฯรับ จะนำข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ของไรเดอร์แอปฯ ไลน์แมนไปพิจารณา และจะให้คำตอบภายใน 5 วัน. สืบค้นจาก https://prachatai.com/journal/2021/03/92285
  • ภาวิณี คงฤทธิ์. (2020). ‘ไรเดอร์’ สองล้อที่บิดเบี้ยวของอาชีพแห่งอนาคต. สืบค้นจาก https://decode.plus/rider-platform-economy/
  • วรยุทธ มูลเสริฐ. (ม.ป.ป.). พวกเราทุกคนล้วนเป็นแรงงาน : รู้จักกับ ‘สหภาพคนทำงาน’ การรวมตัวของคน 99% เพื่อเปลี่ยนประเทศให้เท่าเทียม สืบค้นจาก https://progressivemovement.in.th/article/4144/
  • Reich R. (2019). Why Unions Matter to You | Robert Reich [Video file]. Retrieved from https://www.youtube.com/watch?v=402m57yFjTM
  • Williams, E. (2013). The Fog of Class War: Elio Petri’s The Working Class Goes to Heaven, Four Decades On.Film Quarterly, 66(4), 50-59. doi:10.1525/fq.2013.66.4.5

กชกร เมฆศิรินภาพงศ์

นักเขียน

ณปกรณ์ ภูธรรมะ

ภาพประกอบ