การรวมตัวเป็นหัวใจของการสร้างประชาธิปไตย

สยามประเทศนับแต่ปี พ.. 2475 เป็นช่วงปีที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนประเทศไปสู่ประเทศประชาธิปไตยผ่านมา 90 ปี ก็ดูเหมือนว่าเราจะยังเปลี่ยนกันไม่พ้นกันสักทีเปลี่ยนไปสู่ประเทศประชาธิปไตยที่มั่งคงไม่ได้สักที เป็นผู้นำทางจำนวนครั้งของการรัฐประหารของประเทศอาเซียนทั้งหมดส่วนในอันดับโลกก็ติดโผอยู่ Top 4 กันเลยทีเดียว

คำถามที่ว่าทำไมประเทศไทยประชาธิปไตยจึงยังไม่สามารถอยู่อย่างมั่นคงสถาพร
หากตอบกันอย่างสั้น ๆ ก็เพราะ
ประชาชนไม่ถูกอนุญาตให้ได้รับประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
ในสังคมประกอบไปด้วยชนชั้นของผู้คนอย่างน้อยที่สุดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือชนชั้นนำ ชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง คนทั้ง 3 กลุ่มนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันแต่อยู่ด้วยกันในแบบที่พร้อมจะเอามีดแทงกันและกันหรือจับมือกันกับอีกฝ่ายเพื่อฆ่าอีกฝ่ายให้ตายจากไป
เราจึงจะเห็นการรัฐประหารจากชนชั้นนำเมื่อตัวแทนผู้คนชนชั้นล่างเริ่มมีปากมีเสียงทางการเมืองเห็นการกดขี่ของนายทุนต่อแรงงาน เห็นการประท้วงของแรงงานต่อนายจ้างนี่คือสภาพจริงของสังคม สังคมที่มีการต่อสู้ทางชนชั้นอยู่ทุกวันไม่มีเว้นว่างแม้แต่นาทีเดียวและเมื่อชนชั้นใดมีอำนาจชนชั้นมากที่สุดก็ย่อมมีอำนาจการที่กำหนดเงื่อนไขของสังคมให้กับชนชั้นอื่น
ๆ สังคมไทยเป็นสังคมที่ชนชั้นนำมีอำนาจมาก และแน่นอนว่าชนชั้นนี้ก็จะไม่มีวันอนุญาตให้ประชาชนได้รับประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแน่นอนหรือเมื่อเขามอบให้ก็จะให้อย่างน้อยนิดและพร้อมที่ยึดคืนเสมอเมื่อมีโอกาสและนี่คือปัญหาใหญ่ที่ขวางให้ประเทศไทยไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้

เมื่อถึงจุดนี้เราคงหาคำตอบกันต่อไปไม่ยากนักว่าจะสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงสถาพรให้กับประเทศไทยได้อย่างไรด้วยเหตุนี้การสร้างประชาธิปไตยเราจึงเป็นต้องทำให้ชนชั้นที่มีจำนวนสมาชิกในสังคมมากที่สุดกลายเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของสังคมและชนชั้นที่มีสัดส่วนมากที่สุดในสังคมคือชนชั้นแรงงานหรือคนที่ทำงานลุงป๊อกที่ขายผักอยู่ในตลาดยายป้อมที่ขับรถเมล์อยู่ถนนพี่ตู่ที่ขับวินอยู่ในตรอกซอย น้าโอที่ต้องไปทำงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 4 โมงเย็น
รวมไปถึงพนักงานตามบริษัทต่าง ๆ และแรงงานสร้างสรรค์ผู้ที่ทำอาชีพอิสระซึ่งผู้คนเหล่านี้ถูกทำให้ตนนั้นรู้สึกไร้อำนาจโดยผ่านกลไกลของระบบทุนนิยมและอำนาจรัฐจนกลายเป็นเรื่องที่ชินชาหรือยังไม่รู้สึกตัวฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาควรตระหนักคือพวกเขามีจำนวนมาก มากกว่าชนชั้นนำที่กำลังกดขี่และขูดรีดพวกเขา  ดังนั้นพวกเขาจึงต้องรวมตัวกันเท่านั้น

แต่ก่อนที่จะไปสู่การรวมตัวกันของผู้คนที่มี 99%เราจำเป็นต้องเข้าใจรูปแบบที่เปลี่ยนไปของการทำงาน การจ้างงาน และความหมายของแรงงานที่เปลี่ยนไปของศตวรรษที่ 21 เสียก่อนทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความรับรู้แบบใหม่ที่จะนำไปสู่การมีจิตสำนึกทางชนชั้นร่วมกัน(Class consciousness) โดยในช่วงที่รัฐสวัสดิการลงหลักปักฐานในยุโรปได้สำเร็จผลที่ได้คือผู้คนส่วนใหญ่หรือแรงงานที่ทำงานอยู่ในระบบอุตสาหกรรมสามารถลืมตาอ้าปากมีชีวิตที่ดีขึ้นและการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นศักยภาพในการทำงานด้านอื่น ๆ จึงถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมกัน ในช่วงเวลาเดียวกันงานที่ต้องใช้แต่กำลังกายเป็นหลักก็เริ่มเปลี่ยนให้ที่มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นโดยทักษะและความรู้ที่มากขึ้นได้ถูกเพิ่มเข้าไปในการทำงานเช่นกันจากที่แรงงานเคยถูกควบคุมด้วยเครื่องจักรจึงไม่ใช่อีกต่อไป การทำงานจึงเริ่มกระจายออกมาสู่นอกโรงงานมากยิ่งขึ้นเพราะแรงงานเริ่มมีทักษะกอปรความรู้มากขึ้นที่จะสามารถทำการผลิตด้วยตนเองฉะนั้นความหายของ แรงงาน (Worker)จำเป็นต้องถูกขยายให้ครอบคลุมขึ้น เพราะแรงงานหาใช่ผู้ที่ทำการผลิตอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมเพียงเท่านั้นแต่ได้กระจายตัวรวมถึงการผลิตมาอยู่ทั่วไปตามสังคม จึงเกิดเป็นโรงงานสังคม (Socialfactory) ตามที่  MarioTronti ได้เรียกไว้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า การที่แรงงานกระจายตัวเข้ามาสู่สังคมจะทำให้รูปแบบการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นหายไปเพียงแต่ถูกเป็นที่นิยมน้อยลงและการผลิตของแรงงานถูกเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปแบบที่เป็นอวัตถุ (Immaterialization) มากขึ้นเท่านั้น

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาหลังจากที่แนวคิดแบบรัฐสวัสดิการถูกโจมตีว่าเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจและถูกทำให้อ่อนแอลง จากการที่ทุนนิยมเริ่มปรับตัวมันเองให้มีความเข้มข้นมากขึ้นโดยมีนักทฤษฎีที่นิยมความคิดแบบเสรีนิยมใหม่รวมไปถึงชนชั้นนำทางการเมืองและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจเป็นตัวแสดงที่ขึ้นมามีบทบาทรัฐสวัสดิการได้ถูกทำลายลงการจากออกนโยบายของกลุ่มชนชั้นนำที่มีอำนาจเช่นการตัดสวัสดิการรักษาพยาบาลฟรี ตัดสวัสดิการเรื่องการศึกษา และตัดสวัสดิการพื้นฐานอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต  จากที่ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่เคยมีคุณภาพชีวิตมีความมั่นคงจากต่อสู้เรียกร้องรัฐสวัสดิการสำเร็จ
กลับต้องมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นจากต้องมาแบกรับภาระที่เกินความจำเป็นจากการถูกตัดสวัสดิการไม่ใช่แค่รัฐสวัสดิการที่ถูกทำลายแต่ชนชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจยังได้ทำสิ่งที่สมประโยชน์ร่วมกันนั่นคือการปรับเปลี่ยนกฎหมายแรงงานเพื่อลดอำนาจต่อรองของแรงงาน
และเพิ่มอำนาจให้แก่กลุ่มทุนขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้นรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนการจ้างงานให้กลายเป็นแบบชั่วคราวซึ่งมากพร้อมกับมายาคติการมีอิสระที่จะเลือกงานทำ
(ที่พร้อมจะโดนไล่ออกจากงานได้ตลอดและยังขาดสวัสดิการพื้นฐานที่จะมาลองรับชีวิตขณะที่ตกงาน)จึงให้ทำแรงงานที่เคยออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมจากการถูกเอาเปรียบโดยนายทุนเริ่มอ่อนแอ แตกกระจาย และชินชาจากอำนาจการปราบปรามของรัฐที่เพิ่มมากขึ้นกล่าวได้ว่าอำนาจรัฐได้ถูกนำมาเป็นกลไกลที่สำคัญของระบบทุนนิยมในการกดขี่และสร้างความมั่งคั่งจากการขูดรีดโดยปกครองโดยชนชั้นนำที่มีเพียง

1% เท่านั้นมีแต่การรวมตัวที่จะสามารถสร้างอำนาจต่อรองให้ชนชั้นของคน 99สร้างความหวาดกลัวให้กับชนชั้นนำ เพราะชนชั้นนำทราบดีว่าเนื้อแท้ของพวกเขานั้นอ่อนแอเมื่อประชาชนรวมตัวกันสิ่งนี้ที่เป็นภัยที่สุดต่อพวกเขา  หากพวกเขาไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องของผู้คนจำนวนมากพวกเขาจึงจะตอบสนองข้อเรียกร้องของมวลแม้ว่าเป็นการคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนก็ตามเพียงเพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินบางส่วนของพวกเขาไว้ ถึงแม้ประเทศหนึ่งๆจะได้กลายเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม ถึงแม้การเลือกตั้งจะเป็นกระบวนการที่ทำให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงอย่างไรกระบวนการเลือกตั้งเองก็เปิดช่องทางให้ชนชั้นนำ ชนชั้นนายทุนเข้ามาสู่อำนาจทางการเมืองด้วยเช่นกันดังนั้นการรวมตัวกันของประชาชนยังจำเป็นในประเทศประชาธิปไตยเพื่อเป็นเครื่องในการตรวจสอบและรักษาประชาธิปไตยให้มั่นคงด้วยเหตุนี้การรวมตัวกันของคนในสังคมมีที่ 99% ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมจึงจำเป็นในฐานะเครื่องมือต่อรองทางอำนาจเพื่อสร้างประชาธิปไตย

รวมไปถึงในฐานะเครื่องมือรักษาไว้ซึ่งประชาธิปไตยไว้ด้วยเช่นกัน  ควรกล่าวด้วยว่า
ประชาธิปไตยที่จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่นี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยเสรีนิยมรัฐสภาที่มีไว้เพื่อสร้างอำนาจของกลุ่มทุนและชนชั้นนำทางการเมือง
แต่เป็นสังคมนิยมประชาธิปไตยที่มีชนชั้นแรงงานหรือคน 99
% จะเป็นผู้กำหนดทางเลือก
ความฝัน และความมั่นคง แก่ชีวิตของพวกเขาเอง

ท้ายที่สุดเราจะอาจจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่าเวลาอยู่ข้างเราผ่านมา88ปีทำไมประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยเสียที ก็เพราะประชาธิปไตยมันไม่ใช่เรื่องของเวลาแต่มันเป็นเรื่องของผู้คนชนชั้นล่างอย่างเราๆที่จะต้องรวมตัวกันและไปต่อสู้และทวงคืนอำนาจในการปกครองอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในสังคม