Women’s Voices Matter, Welfare Matters: เมื่อผู้หญิงอย่างเราส่งเสียงตะโกน…ในสังคมไร้สวัสดิการ กับภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji -Young, Born 1982

ทำไมผู้ชายเกาหลีใต้ถึงไม่อยากให้แฟนไปดูภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji – Young, born 1982? แล้วทำไมแฟนคลับชายถึงไม่พอใจกับการที่ศิลปินดาราที่ตนชื่นชอบอ่านหนังสือ รับแสดง หรือชมภาพยนตร์เรื่องนี้? และทำไมกงยูผู้ถูกยกว่าเป็นสามีแห่งชาติซึ่งรับบทพระเอก เมื่อได้อ่านบทถึงกับต้องหลั่งน้ำตาแล้วโทรกลับหาแม่?

เรื่อง Kim Ji – Young, born 1982  ประพันธ์โดย Cho Nam Joo เป็นหนังสือนวนิยายขายดีหลายล้านเล่มจนกลายมาเป็นภาพยนตร์ในปี 2019 กวาดรางวัลในเกาหลีใต้ โดยเรื่องราวมาจากประสบการณ์จริงของผู้แต่งที่ปลุกสังคมให้ตื่นจากภวังค์ของความไม่เท่าเทียมทางเพศ ด้วยประโยคที่ว่า “เพราะเราทุกคนคือคิมจียอง” แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปก็ได้เกิดกระแสที่สอดคล้องกันซึ่งมาจากผู้หญิงที่เชื่อว่า “เพราะเราทุกคนไม่ใช่คิมจียอง” ที่ถือว่าเป็นการพัฒนาไปอีกขั้น ที่ผู้หญิงกล้าเปล่งเสียงเรียกร้อง ตอบโต้ และตีแผ่สิ่งที่พวกเธอพบเจอตามช่องทางต่าง ๆ อาทิเช่น กระแส #MeToo และ กระแสของ #DontTellMeHowToDress โดยเหยื่อจากการถูก Sexual Harassment #EffYourBeautyStandard และ #WomanNotObjects จากเพศหญิงผู้ถูกเปรียบเทียบในสังคมที่ผู้ชายเป็นผู้เขียนบท หรือ ภาพยนตร์ที่ผู้หญิงได้มีบทบาทมากขึ้นอย่าง เรื่อง Hidden Figures (2016), Moxie (2021), Enola Homles (2020), Sex Education (2019), Wonder Woman 1984 (2020) เป็นต้น แม้การเล่าเรื่องจะแตกต่างกันในการทวงถามบทบาทของเพศหญิงที่โดนกดทับในมิติต่างๆ แต่เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นชนวนที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งเกาหลีและเอเชีย ภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji – Young, born 1982  ถูกพูดถึงมากที่สุดใน Social media จนสามารถสั่นคลอนสังคมเกาหลีใต้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สังคมเกาหลีขึ้นชื่อได้ว่าเป็นสังคมแห่ง Patriarchy หรือสังคมที่นิยมชายเป็นใหญ่ซึ่งมีความแข็งแกร่งและหยั่งรากลึกมากับความเชื่อในอดีต

จากการจัดอันดับอัตราความเท่าเทียมกันทางเพศ จาก the World Economic Forum ปี 2016 ที่เกาหลีใต้ติดอับดับ 116 จาก 144 ประเทศทั่วโลก อันเนื่องมาจากสังคมเอเชีย โดยเฉพาะในแถบภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื๊อ ที่จะให้บทบาทกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงนับแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน การเกิดวรรณกรรมเรื่อง Kim Ji – Young, born 1982  จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการพังกรอบความเชื่อเดิมของสังคม รวมถึงวงการบันเทิงในประเทศเกาหลีใต้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ผู้หญิงเริ่มพูดถึงการกดขี่ต่าง ๆ ที่พวกเธอได้พบเจอ ตระหนักในคุณค่าทางเพศของตัวเอง กล้าเรียกร้อง ตั้งคำถาม และต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมกันทางเพศที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างกล้าหาญ ซึ่งถือเป็นการปรากฏการณ์ที่ยกระดับให้สังคมเกาหลีใต้กลายเป็นสังคมที่สามารถลดช่องโหว่ของความไม่เสมอภาคทางเพศ โดยเห็นได้จากการรายงานฉบับล่าสุดจาก the World Economic Forum ปี 2021 ที่เกาหลีใต้ไต่ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 102 จาก 156 ประเทศทั่วโลก สิ่งที่สำคัญในภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji – Young, born 1982  คือไม่ใช่เป็นเพียงการฉายภาพเหยื่อที่เป็นผู้หญิงในสังคมนิยมชายแต่ยังนำเสนอความไม่เท่าเทียมกันทางเพศระหว่างหญิงกับชายในความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นไปในระบบทุนนิยมที่ไร้รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ยิ่งส่งเสริมให้ผู้ชายเป็นผู้ถือครองอำนาจและมีบทบาทเป็นผู้กดขี่

ภาพยนตร์อาศัยการเล่าเรื่องผ่านไทม์ไลน์ชีวิตในช่วงเวลาปัจจุบันตัดสลับกับอดีตเพื่อทำให้ผู้ชมเข้าใจการประกอบสร้างของสังคมชายเป็นใหญ่ภายใต้ระบบทุนนิยมนี้ขึ้นผ่านตัวละครหญิงที่ชื่อว่า ‘คิมจียอง’ เธอมีสถานะและบทบาทหลายอย่างในชีวิตเธอเป็นผู้หญิงชนชั้นกลางธรรมดาตามบรรทัดฐานสังคมทุนนิยม ที่ใช้ชีวิตเรื่อยมา เกิด เรียน ทำงาน แต่งงานและลาออกมาเลี้ยงลูก เธอมีสถานะเป็นทั้งแม่ ภรรยา ลูกสะใภ้ ลูกสาว พี่สาว แต่ยกเว้นการเป็นตัวเธอเอง เธอล้วนทำทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่อง สิ่งที่เธอพบเจอล้วนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมเกาหลี แม้แต่ในประเทศไทยเองก็ตามที่ผู้หญิงจำนวนมากที่นอกจากจะต้องทำงานนอกบ้านแล้วยังเป็นผู้แบกรับหน้าที่ภายในบ้าน รับผิดชอบลูก พร้อมต้องปรนนิบัติสามี เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้หญิงจะต้องเป็นทั้งแม่และเมีย ต้องมีเสน่ห์ปลายจวักในห้องครัวและต้องเป็นอีตัวบนเตียงนอน’ ที่เคยคุ้นหูกันในสังคม ซึ่งต่างเป็นการกำหนดคุณลักษณะตามแบบที่ผู้ชายต้องการ และเป็นภาพที่ความเป็นชายมองว่า นี่แหละคือมองการเป็นแม่บ้านที่สมบูรณ์ตามฉบับของผู้ชาย… จนทำให้การแบกรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่เธอเจอในแต่ละวันตั้งแต่เด็กจนโตไม่ไหว จนทำให้เธอเปลี่ยนไป คิมจียองเริ่มแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากตัวเอง นั่นคือเธอเริ่มเล่นบทเป็นคนอื่นไม่ใช่ตัวเองในบางครั้งไม่ว่าจะเป็นย่า ยาย แม่ของตัวเอง หรือแม้กระทั่งพี่สาวร่วมชมรมสมัยมหาวิทยาลัย ในแต่ละครั้งจะสามารถสังเกตได้ว่าบุคคลที่เธอเลือนแบบพฤติกรรมล้วนแล้วแต่เป็นผู้หญิงทั้งสิ้น ซึ่งพฤติกรรมที่เธอแสดงออกอาจไม่ใช่อาการป่วยแบบที่ผู้เป็นสามีเข้าใจ หากแต่ว่าเป็นการโต้ตอบที่ตัวเธอเองไม่กล้าที่จะทำหรือแสดงออกด้วยการเป็นตัวเอง เธอจึงสร้างตัวตนเป็นคนอื่นรอบ ๆ ตัวเธอเพื่อที่จะแสดงความต้องการหรือโต้เถียงได้แทน แต่เป็นการแสดงออกที่ในมุมมองของผู้ชมหรือผู้เป็นสามีนั้นอาจจะไม่เข้าใจ

แล้วอะไรกันที่ทำให้เธอต้องแสดงออกเช่นนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาทางอัตลักษณ์ความเป็นเพศ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงในฐานะแรงงานผู้ถูกระบบสังคมทุนนิยมและชายเป็นใหญ่กดทับให้ไม่สามารถทำตามความต้องการของตัวเองได้ ในหลาย ๆ อย่าง ส่งผลให้เธอไม่สามารถตัดสินใจเลือกวิถีทางหรือบงการชีวิตตัวเองได้เลย ทำให้สูญสิ้นตัวตนหรือบทบาททางสังคมไป เป็นผลให้ความฝันและความหวังดับสิ้นตามไปด้วย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงใน Generation หรือช่วงวัยไหนก็ตาม ในกรณีคิมจียอง เธอเรียนจบมหาลัยสาขาวรรณกรรมแต่สุดท้ายเธอก็ต้องมาทำงานที่เธอเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบมันหรือเปล่า หรือในช่วงเวลาหลังจากที่เธอแต่งงานมีลูก แล้วต้องการกลับมาทำงานอีกครั้ง เธอก็ยังไม่สามารถทำตามความต้องการของเธอได้ ด้วยข้อจำกัดและขนบของสังคมที่จะมองว่าเธอเป็นแม่ที่ไม่ดี ที่ทอดทิ้งและเลี้ยงลูกได้ไม่เต็มที่ หรือในกรณีแม่ของเธอที่มีวิถีการดำเนินชีวิตไม่ต่างกัน หลังจากแม่ของเธอมีลูก แม่ก็ต้องขายแรงงานส่งเสียลูก และลาออกจากงานมาเป็นแม่บ้านทั้งที่ความฝันของแม่คือใฝ่ฝันว่าอยากเป็นครู พวกเธอต้องเสียสละความฝัน ทั้งที่พวกเธอไม่ได้แม้แต่จะเริ่มต้นทางความฝันด้วยซ้ำไป สิ่งที่พรากความฝันและอำนาจในการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของพวกเธอที่เป็นผู้หญิง เพราะด้วยสภาพสังคมนิยมชายที่สร้างค่านิยม ความเชื่อ และให้บทบาท อำนาจกับผู้ชายมากกว่าจับมือแน่นแฟ้นกับโครงสร้างสังคมที่ขาดรัฐสวัสดิการรองรับ เช่น สิทธิ์ลาคลอดและเลี้ยงดูบุตรที่ไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุมให้ทั้งพ่อและแม่ส่งผลให้คนเป็นแม่ต้องลาออกจากงานและทำให้ความก้าวหน้าในสายงานหยุดชะงักไป โครงสร้างเหล่านี้เอื้อให้ผู้เป็นสามีกลับไม่ต้องเสียสละหรือสูญเสียสิ่งใด กลับได้รับการสรรเสริญเยินยอ ได้รับความช่วยเหลือที่หยิบยื่นเข้ามาในชีวิตอย่างการเลื่อนตำแหน่งในสถานที่ทำงาน การเป็นผู้นำภายในบ้านในเรื่องของการหารายได้ ตัดสินใจชี้ขาดในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่ก็ตาม สิทธิในการจะเป็นผู้ชายแสนดีก็ยังไม่หลุดพ้นจากกรอบทางชนชั้นที่อนุญาตให้แค่คนรวยเท่านั้นได้เลือกว่าจะเป็นอะไร จึงก่อให้เกิดการมีอภิสิทธิ์ให้แก่ความเป็นเพศชาย หล่อหลอมให้สังคมเข้าใจว่าการที่ผู้ชายไม่ได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูกหรือทำงานบ้านเป็นเรื่องที่ธรรมดาสามัญ ทำให้ความเท่าเทียมทางเพศมีช่องห่างกันมากยิ่งขึ้นเว้นแต่ว่าจะเป็นผู้มีอันจะกินที่สามารถจ้างพี่เลี้ยงได้ ยิ่งตอกย้ำมิติทางชนชั้นกับการกดทับทางเพศ

สิ่งที่ประกอบสร้างทางสังคม อาทิ เรื่องของการผลักภาระของการเลี้ยงดูลูกและงานบ้านให้เป็นหน้าที่ผู้หญิง การมีระดับรายได้ที่ต่างกันระหว่างเพศ การกำหนดบทบาทให้ผู้หญิงตั้งแต่การกิน นอน นั่ง เดิน การแต่งตัว การทำงาน หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตแต่งงาน ที่ถึงแม้ในภาพยนตร์จะเขียนให้ตัวชองแดฮยอนผู้เป็นสามีจะรักภรรยาของเขามาก เห็นได้จากการกระทำที่แปลกจากผู้ชายส่วนใหญ่ เขามาช่วยภรรยาเลี้ยงลูกและยอมจะใช้สิทธิลาคลอดเพื่อมาอยู่เลี้ยงลูกแทนภรรยาเพื่อให้ภรรยาได้ทำงานตามที่เธอต้องการ แต่ตัวผู้เป็นสามีก็ทำไม่ได้เพราะแม่ของเขาก็ต่อว่าลูกสะใภ้กับการที่คิมจียองนั่นจะปล่อยให้เขาใช้สิทธิลาคลอด รวมถึงที่ทำงานจะกดดันให้ผู้ชายที่ใช้สิทธิลาคลอดต้องลาออกด้วย กระบวนการเหล่านี้เองจึงหล่อหลอมให้ความนิยมชายกลายเป็นสิ่งที่กดทับเพศหญิงให้มีสถานะที่ลดลงไป และอาจเป็นสาเหตุของการผลักดันให้ผู้หญิงหันมากดทับกันเองอีกทีหนึ่ง อย่างกรณีปัญหาแม่ผัว – ลูกสะใภ้ เป็นต้น ระบบโครงสร้างของสังคมนิยมชายก็นี้เปรียบได้ไม่ต่างอะไรกับระบบทุนนิยมที่สามารถส่งผลต่อทั้งระดับจิตใจ ระดับความสัมพันธ์ ระดับปัจเจก/ตัวตน ของคนที่อยู่ในสังคมได้ การทำงานของระบบโครงสร้างดังกล่าวเปรียบเพศชายเป็นเหมือนกับชนชั้นนายทุนที่เข้ามาแสวงหาผลกำไรจากแรงงาน ซึ่งก็คือผู้หญิงที่มีสถานะเป็นผู้ถูกกดขี่และผู้ถูกขูดรีด ส่วนผู้ที่จะเลี่ยงจากการกดทับไปได้ก็ต้องเป็นคนที่มีฐานะหรือต้นทุนที่สูงขึ้นมาซึ่งจะต้องแลกมากับการที่ผู้นั้นจะต้องทำงานที่หนักมากขึ้นเพื่อหาเงินมาอยู่ในสังคมที่ไร้รัฐสวัสดิการ เหมือนกับที่ตัวพี่สาวของคิมจียองเลือกที่จะอยู่เป็นโสดมากกว่าการที่จะต้องมาทำตามขนบของสังคมนิยมชาย ต้องดิ้นรนหนักขึ้นเพราะยังมีประเด็นของความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเพศ (gender pay gap) ที่ผู้หญิงจะมีรายได้น้อยกว่าการเป็นผู้ชายด้วย ในประเด็นของการที่คิมจียองถูกลดทอนคุณค่าทางเพศลงด้วยมิติทางวัฒนธรรมของสังคมชายเป็นใหญ่นี้ นอกจากจะส่งผลให้คิมจียองแสดงพฤติกรรมเป็นอื่น เธอยังพยายามแสดงออกทางอื่นด้วย อย่างเช่นในฉากที่น้องชายเล่าว่าเธอเอ่ยปากขอปากกาหมึกซึมอยู่หลายครั้ง ซึ่งปากกานี้เดิมเป็นของพ่อ ที่พ่อของเธอเลือกยกให้น้องชายแทนที่จะยกให้เธอหรือพี่สาว ก็อาจเปรียบได้ว่าปากกาเป็นสัญลักษณ์แทนของตำแหน่ง หน้าที่การงานที่จะส่งผลถึงสถานะและเกียรติของครอบครัว พอน้องชายให้ปากกาด้ามนี้กับเธอ เธอก็กลับเอาปากกาจุ่มลงในแก้วน้ำ เป็นเหมือนการแสดงออกว่าเธอกำลังต้องการทลายกรอบที่สังคมชายเป็นใหญ่นั้นได้สร้างขึ้นไว้ นำสู่การตั้งคำถามต่อในประเด็นที่ว่า “แล้วผู้หญิงแบบไหนกันที่จะโดนกดทับที่น้อยลงไป อยู่รอด และยืนหยัดในสังคมที่นิยมความเป็นชายนี้ได้ ?”

คำตอบของคำถามดังกล่าวก็ถูกนำเสนอผ่านภาพยนตร์ว่า ผู้หญิงที่จะเลี่ยงการถูกบีบรัดจากสังคมที่บิดเบี้ยวต่อความเสมอภาคทางเพศนี้ได้ จะต้องเป็นผู้หญิงที่สวยและรวยมาก ต้องเก่ง ต้องมีความสามารถและมีคุณลักษณะของการเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจ (self – confidence) สูง ๆ  กล้า speak out หรือโต้ตอบกับสิ่งต่าง ๆ ที่มาลดทอนคุณค่าของเธอ และยืนหยัดในความต้องการของตัวเอง ตัวละครดังกล่าวก็คือ หัวหน้าทีมที่เป็นผู้หญิงในที่ทำงานเดิมของเธอ และพี่สาวคนโตในครอบครัวของเธอ ที่ไม่ทนต่อเสียงสังคมรอบข้างที่พูดต่อว่าเธอกับการแหกกรอบสังคมอย่างการกลับมาทำงานหลังจากที่คลอดลูกของหัวหน้า หรือการอยู่เป็นโสด ไม่แต่งงานแบบพี่สาวของเธอ แม้สังคมจะพยายามควบคุมเรือนร่าง หรือความคิดของผู้หญิงด้วยวิธีสารพัดอย่างไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยไปถึงเรื่องใหญ่โต อย่างการปลูกฝังกรอบปฏิบัติทั้งแต่เด็ก อย่างแนวคิดการรักนวลสงวนตัวที่ถูกใช้เป็นกรอบบรรทัดฐานในการควบคุมผู้หญิง เหมือนการจัดวางตามที่ผู้ชายเห็นว่าดีงาม เมื่อโตขึ้นแล้วก็ยังถูกคาดหวังว่าจะต้องแต่งงาน แต่งงานแล้วก็ออกจากงาน มาดูแลลูกและปรนนิบัติสามี ต้องมีลูก เท่านั้นไม่พอลูกที่ให้ก็ต้องเป็นลูกผู้ชายอีกด้วย ซึ่งเราในฐานะผู้หญิงทุกคนก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์แบบนี้ขึ้น แล้วมันจะต้องมีกรอบแนวคิดแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ในอีกทางหนึ่งก็ใช่ว่าผู้หญิงจะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองมามีความมั่นใจ กล้าเป็นตัวเองกันได้ทุกคน การสร้างคุณลักษณะดังกล่าวให้ผู้หญิงในสังคมกล้าลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำได้จะเริ่มขึ้นจากการมีระบบสวัสดิการที่ดี ทั่วถึงและถ้วนหน้า เนื่องจากสวัสดิการที่ดีจะเป็นเหมือนการสร้าง ฐานความคิดและการได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เท่ากัน ทั่วถึงและไม่มีการแบ่งแยกซึ่งก็จะสามารถช่วยลดช่องว่างทางเพศลงได้ด้วย ลองคิดในมุมกลับกัน เรื่องราวของผู้หญิงแบบคิมจียองจะยังมีอยู่มั้ย? ถ้าหากเธอและสามีไม่ต้องเสียค่าเทอม ค่า nursery ค่าเล่าเรียน มีสิทธิลาคลอดและวันลาที่เพิ่มขึ้น มีสิทธิเลี้ยงดูบุตร มีภาพยนตร์ เพลง ละคร หนังสือเรียน ที่ทำให้เราทุกคนนั้นมองเห็นว่าสิทธิทางเพศเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันกับสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันของประชากรอีกด้วย

          เมื่อคุณดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว เราเชื่อว่าหลายคนคงมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวของคิมจียองไม่มากก็น้อย เมื่อเราได้ลองมองย้อนกลับไป ในทุกช่วงชีวิตที่เติบโตขึ้น สถานะของเพศหญิงและเพศอื่นๆที่ลื่นไหลกว่าแค่ความเป็นชายก็ต่างเคยได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เราต่างต้องเจ็บปวด และพังทลายในสังคมที่โอบรับวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่นี้ ตั้งแต่หน่วยเล็กสุดคือครอบครัวไล่ไปยังระบบโครงสร้างใหญ่อย่างโรงเรียน ที่ทำงาน และสังคม หนังที่เรียบง่ายและทรงพลังนี้จึงถือเป็นสาสน์ชั้นดีที่จะทำให้ผู้หญิงได้รับรู้และตระหนักต่อสิ่งรอบตัวได้มากยิ่งขึ้น และอาจทำให้ผู้ชายได้เข้าใจในสังคมที่ไม่เสมอภาคทางเพศแล้วช่วยกันลดช่องว่างและดัดโค้งความบิดเบี้ยวของสังคมนิยมชายนี้ให้เสมอกันมากยิ่งขึ้น

อ้างอิง                 

  • Khaosod. (2562). ทำไมคู่รักเกาหลีดูเรื่องนี้จบแล้ว ทะเลาะ-เลิกกัน – Kim Ji-Young, Born 1982 สืบค้นจาก https://today.line.me/th/v2/article/EJroXQ
  • Weeraya Kungwanjerdsuk. (2019). “ถ้าลูกค้าคนแรกเป็นผู้หญิง = โชคร้าย” ชายเป็นใหญ่ใน ‘คิมจียอง เกิดปี 82’ สืบค้นจาก https://thematter.co/entertainment/kim-jiyeong-1982/92818
  • World Economic Forum. (2021). Global Gender Gap Report 2021, from http://www3.weforum.org/docs/WEF_GGGR_2021.pdf
  • ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี. (2020). Feminista Review : คิมจียอง ผู้หญิงที่ไร้องค์ประธาน สืบค้นจาก http://www.feminista.in.th/post/feminista-review-kim-ji-young-born-1982
  • ปาณิส โพธิ์ศรีวงชัย. (2019). “สมมติเด็กในท้องฉันเป็นลูกสาวอีก …จะทำยังไง” คิมจียอง เกิดปี 82 : เมื่อ ‘ผู้หญิง’ เป็นเรื่องเศร้า สืบค้นจาก https://www.the101.world/kim-ji-young-born-1982-review/
  • พลอยแพรว พัฒนเลิศพันธ์. (2019). โชนัมจู: นักเขียนผู้สะท้อนชีวิตกดขี่ของผู้หญิงเกาหลีใต้ ผ่าน “คิมจียอง เกิดปี 82” สืบค้นจาก https://thepeople.co/cho-nam-joo-kim-ji-young-born-1982/
  • Flimsick (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา). (2020). Kim Ji-young: Born 1982 ใต้โค้งขอบฟ้าปิตาธิปไตย สืบค้นจาก https://themomentum.co/kim-ji-young-born-1982-fron-novel-to-movie/

กชกร เมฆศิรินภาพงศ์

นักเขียน

ณปกรณ์ ภูธรรมะ

ภาพประกอบ