The Square: จัตุรัสแห่งความเท่าเทียมและการทวงถามความเสมอภาคที่ถูกขีดเส้นแบ่ง

“The Square is a sanctuary of trust and caring. Within its bounds we all share equal rights and obligations – พื้นที่สี่เหลี่ยมแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่สงวนไว้ซึ่งความไว้วางใจ และความโอบอ้อมอารีต่อกัน ภายในพื้นที่แห่งนี้ พวกเราต่างเท่าเทียมกันทั้งสิทธิและหน้าที่

แม้คำกล่าวข้างต้นจะฟังดูนามธรรมเพ้อเจ้อและเพ้อฝันสำหรับบางคน แต่สิ่งนี้เป็นแนวคิดของงานศิลปะที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง The Square  (2017) ภาพยนตร์สัญชาติสวีเดนที่ใช้งานศิลปะที่ชื่อว่า The Square หรือ “จัตุรัส” บอกเล่าถึงประเด็นสังคมที่มีความย้อนแย้งซึ่งจะชวนให้ทุกคนได้กระตุกต่อมความคิดผ่านมโนสำนึกของตัวละครหลักจนทำให้รู้สึกอึดอัดและกระอักกระอ่วนได้ไปตามๆกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้จิกกัดและตีแผ่ให้เห็นถึงปัญหาของความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น การมีอคติ ความโบ๋กลวงและสับสนภายในของสังคมสวีเดนผ่านผลงานกำกับของ Ruben Östlund  ซึ่งเขามีแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงและได้แต่งเติมเรื่องราวจนกลายเป็นภาพยนตร์ที่แสบถึงเครื่องด้วยการเสียดสี ท้าทายมโนสำนึกและเล่นกับจิตใจของพลเมืองสวีเดนที่มีชีวิตอยู่ในประเทศ (พื้นที่) ปลอดภัย และมีรัฐที่มีสวัสดิการรองรับความเปราะบางในชีวิตมาหลายทศวรรษ ด้วยการเล่าเรื่องที่ละเอียดอ่อน เรียบง่าย แต่ตลกร้าย ภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมอย่างรางวัลปาล์มทองคำ รางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 70 และ ได้กลายเป็นภาพยนตร์สัญชาติสวีเดนที่ได้มีชื่อเข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์หรืออะคาเดมี อวอร์ดอีกด้วย แต่เบื้องหลังความสำเร็จและรางวัลที่ฉาบหน้าไว้ เนื้อในของภาพยนตร์เรื่องนี้มีประเด็นทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมอย่างเจ็บลึกและไม่ประนีประนอมกับความรู้สึกผู้ชม

ความหมายของงานศิลปะ The Square ถูกเล่าอย่างไม่อ้อมค้อมโดยเปรียบเสมือนกับประเทศที่มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ทั่วถึง และเท่าเทียมอย่างสวีเดน จนทำให้ผู้คนต่างมีความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ส่งผลให้เกิดพื้นที่ที่ผู้คนในสังคมเกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (trust) ความห่วงใย (caring) และความเท่าเทียมต่อกันทั้งสิทธิและหน้าที่ (equal) แต่ความแสบของผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้คือการฉีกมโนคติทั้งหลายออกไปได้อย่างดุดันและลื่นไหล ฉายภาพให้เห็นถึงความจริงของสังคมในอุดมคติว่าสังคมชวนฝันอย่างประเทศที่มีสวัสดิการถ้วนหน้าที่ช่วยส่งเสริมให้คนรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยนั้น เมื่อเศรษฐกิจการเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ที่ให้ความสำคัญกับกลไกตลาดและการแข่งขันแบบปัจเจกได้พยายามเข้ามาแทรกซึมในชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพยนตร์ได้ดำดิ่งลึกลงไปภายในจิตใจของตัวละครหลักกลับพบว่าอุดมคติของ The Square นั้นมันช่างมีความย้อนแย้งกันเสียเหลือเกิน

ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องผ่าน Christian ชายสวีเดนโดยกำเนิด ผิวขาว วัยกลางคนชนชั้นกลาง พ่อหม้ายลูกสอง ดูเป็นมิตร ภาพลักษณ์ดี และเชื่อมั่นว่าตนมีสิทธิเสรีภาพในการพูดและเป็นพลเมืองอันพึงประสงค์คนหนึ่งในสังคม เขามีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าหน้าที่สูงสุดในการดูแลงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยชื่อดังอย่าง X Royal เขาคอยดูแลงานศิลป์ทุกชิ้นที่จัดแสดงภายในนั้น จนอยู่มาวันหนึ่งเขาต้องรับผิดชอบดูแลนิทรรศการใหม่ที่จะมาเป็นส่วนในการช่วยตรวจสอบบรรทัดฐานทางสังคม ว่าพื้นที่ของ ‘ความไว้เนื้อเชื่อใจและความห่วงใย’ นั้น แท้จริงแล้วตำแหน่งแห่งที่มันอยู่ตรงไหน แม้ภาพยนตร์จะเล่าผ่านการจัดวางงานศิลปะ แต่ข้อความของมันไม่ได้เป็นเพียงแค่การจิกกัดความเป็นอภิสิทธิ์ชนที่เหมือนอยู่ในฟองสบู่สูญญากาศในวงการศิลปะเท่านั้นแต่มันกำลังตั้งคำถามต่อโครงสร้างรัฐสวัสดิการระดับใหญ่ที่สุดผ่านส่วนที่เล็กที่สุดอย่างสำนึกของตัวละคร ในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการที่ดูจะก้าวหน้าและทั่วถึงเป็นอันดับต้นๆของโลก ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าทุกคนในสังคมมีชีวิตที่ปลอดภัยมั่นคง มีความเท่าเทียมกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ยกประเด็นอย่าง ชุมชนยากจน มโนคติต่อผู้อพยพ และเรื่องมนุษยธรรมขึ้นมาเพื่อท้าทายความรู้สึกภายในของชนชั้นกลางในสวีเดนว่าพวกเขา “เห็น” และ “มอง” สิ่งเหล่านั้ยังไง

“ความไว้เนื้อเชื่อใจ”

ความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust เป็นทั้งรากฐานและผลพวงในการมีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในประเทศสวีเดน ภาพยนตร์ได้มีการเล่าเสียดสีถึงประเด็นดังกล่าวในหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงทัศนะต่อผู้อพยพ คนจน ขอทาน รวมถึงคนไร้บ้านที่มีอยู่เกลื่อนเมือง อย่างในตอนที่ Christian ถูกขโมยของในใจกลางเมืองหลวง เขาก็พยายามจะตามของของเขาคืน แต่วิธีการตามของเขานั่นดูไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นักตามมาตรฐานความเป็น “สวีดิช” ที่เขาวางไว้ เขากับเพื่อนร่วมงานวางแผนนี้ด้วยกันนั่นคือการพิมพ์จดหมาย 500 ฉบับที่มีข้อความลักษณะข่มขู่ไปหย่อนห้องทุกห้องในแฟลตที่พักย่านคนจนและแรงงานอพยพ จนในที่สุดเขาก็ได้ของคืนพร้อมกับปัญหาใหม่เป็นของสมนาคุณเนื่องจากจดหมายที่เขาส่งไปนั่นได้ไปสร้างความเข้าใจผิดให้กับครอบครัวของเด็กชายผู้อพยพคนหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่เข้าใจว่าเขาเป็นขโมยและสร้างความไม่พอใจให้กับหนูน้อยเป็นอย่างมากถึงขนาดประกาศจะตามราวีหาก Christian ไม่แสดงความขอโทษเขาและครอบครัว แต่ด้วยสถานะของเขาที่ลอยตัวและปลอดภัยทั้งทางเศรษฐกิจและอาชีพการงาน ทำให้เขาไม่เชื่อใจ ประกอบกับไม่ได้สนใจเลยไม่ทำตามที่หนูน้อยบอก จนวันหนึ่งหนูน้อยเริ่มล้ำเส้นและตามไปเอาเรื่องยังที่บ้านเขาอย่างไม่ละความพยายาม ซึ่งแน่นอนว่าความพยายามในการเรียกร้องให้ Christian แสดงความรับผิดชอบกลับสร้างความรำคาญใจให้เขาเป็นอย่างมาก ทำให้เขาใช้คำพูดไม่ดีและปฏิบัติไม่ดีกับเด็กน้อยในหลายครั้ง ครั้งนึงเขาได้ผลักหนูน้อยตกจากบันไดแล้วกลับเข้าห้องไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนเด็กน้อยร้องตะโกนเป็นครั้งที่ 2 – 3 เขาจึงเกิดสำนึกและออกจากห้องมาดูหนูน้อย ในตอนท้าย Christian จึงพยายามหาหนทางติดต่อครอบครัวหนูน้อยโดยการโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้ เขาจึงอัดคลิปวีดิโอเพื่อที่จะขอโทษ โดยมีใจความว่า

“ผมอยากจะขอโทษกับสิ่งที่ผมได้ทำลงไป มันเป็นสิ่งที่แย่ เป็นความเห็นแก่ตัวของผมเอง ความไม่สนใจใยดีและอคติที่ผมมีนั้น เมื่อผมลองย้อนมองกลับไปตอนนั้นผมควรจะไปที่ apartment นั้น…เคาะประตูทุกบาน และถามคำถามง่าย ๆ แต่ผมกลับไม่ทำแบบนั้น เพราะผมกลัวมากเกินไป ผมกลัวคนที่อยู่ตรงนั้น กลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าผมอยู่ที่ในแบบเดียวกับพวกคุณ ผมกลัวคนจะพูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับผม พวกเขามักจะพูดอะไรต่าง ๆ นา ๆ เกี่ยวกับสังคมที่ผมอยู่ เพราะผมมั่นใจนะว่า ไม่ใช่แค่ผมที่มีความคิดอคติแบบนี้แค่คนเดียว คนแบบพวกคุณก็มีความคิดอคติ เกี่ยวกับสังคมที่ผมอยู่เหมือนกัน บางทีอาจเป็นเพราะว่าความเป็นอยู่ของพวกเรามันต่างกันเกินไป ถึงยังไงก็เถอะ มันคงเป็นผลมาจากการเมือง และการกระจายทรัพย์สิน แต่เพราะปัญหาเหล่านี้มันไม่สามารถแก้แค่คน ๆ เดียวได้ คนทั้งสังคมจึงต้องร่วมช่วยกันแก้ แค่ผมมายอมรับผิดและขอโทษคุณผ่านวิดีโอนี้มันคงไม่พอหรอก มันยังมีสิ่งที่ใหญ่ไปกว่านั้นอีก อย่างพวกปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับสังคมอะไรทำนองนั้น แล้วผมก็รู้ด้วยนะว่า 1 ใน 291 พวกคนที่ถือครองทรัพย์สินมากกว่า 50% ของความมั่งคั่งในโลก คนพวกนี้แหละจะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วเลยล่ะ”

คำขอโทษที่ดูเหมือนจะไม่รู้สึกขอโทษ และดูไม่ค่อยรู้สึกผิดนี้ มองเผินๆอาจเป็นแค่ตีแผ่ให้เห็นถึงสำนึกของคนในพื้นที่ที่ปลอดภัย มีชีวิตที่มั่นคง และมีต้นทุนในชีวิตที่สูงกว่าคนทั่ว ๆ ไป แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้นแนวคิดของตัวละครยังสะท้อนสภาพสังคมที่เติบโตมากับการสร้างรัฐสวัสดิการและการเปลี่ยนแปลงผ่านส่วนกลาง เขาคิดว่าคำขอโทษของเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมได้หากความหมายของ The Square ไม่ได้ถูกใช้กับประชาชนทุกคนในพื้นที่ Christian จึงเป็นตัวแทนของพลเมืองที่มีความตระหนักรู้ต่อประเด็นทางสังคมมากมายแต่ความรู้สึกภายในกลับเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง สับสน การร้อยเรียงเรื่องราวของผู้กำกับก็เสมือนการแกะเปลือกของตัวละครออกมาชิ้นแล้วชิ้นเล่าจากภายนอกสู่ภายใน จากความรู้สึกผิดถึงความรู้สึกกลัว

อีกฉากที่เป็นที่พูดถึงอย่างมากในภาพยนตร์คือฉากการแสดงศิลปะขึ้นในห้องจัดเลี้ยง โดยใช้การลอกเลียนพฤติกรรมเพื่อแสดง Performance Art ที่มีนัยยะในการสอบถามความเป็นอภิสิทธิ์ชนท่ามกลางความเหลื่อมล้ำได้อย่างตลกร้าย การแสดงครั้งนี้ทุกคนให้ห้องจัดเลี้ยงจะต้องเผชิญกับศิลปินคนหนึ่งที่กำลังมีพฤติกรรมเลียนแบบสัตว์ป่าอย่างลิง ซึ่งความเป็นสัตว์ป่านี้ ด้วยสัญชาตญาณของมันแล้ว มักจะออกล่าสิ่งที่อ่อนแอกว่ามาเป็นเหยื่อ และระหว่างการชมการแสดงนี้มีเงื่อนไขสำคัญที่ถูกประกาศผ่านเครื่องเสียงในห้องจัดเลี้ยงว่า

“ถ้าคุณหวาดกลัว มันก็จะสามารถรับรู้ได้ ถ้าคุณพยายามจะหลบหนีมันมันจะตามล่าคุณ แต่ถ้าคุณอยู่เฉย ๆ

ไม่แสดงท่าทีใด ๆ มันก็จะไม่ทำอะไรคุณและคุณก็จะสามารถอยู่กับคนอื่น ๆ ทั่วไปได้อย่างปลอดภัย แม้จะมีใครบางคนกลายเป็นเหยื่อก็ตาม

โดยนัยยะของความเป็นสัตว์ป่านั้น คือความเป็นสัญชาตญาณดิบที่ยังไม่ถูกปรับแต่งโดยสังคม เป็นสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถูกเล่าคู่ขนานไปกับคนที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาใน “จัตุรัสแห่งความเท่าเทียม” ในสังคมอย่างเหล่าคนขอทาน คนต่างสีผิว ต่างศาสนา คนไร้บ้านรวมถึงเหล่าผู้อพยพที่ลี้ภัยเข้ามายังประเทศที่มีความเจริญและมีสวัสดิการที่ดีมากอย่างประเทศสวีเดนด้วย เมื่อศิลปินที่แสดงเป็นสัตว์ป่าได้เริ่มรุกรานเข้ามามาขึ้นนั้น กลับทำให้เห็นว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี้ที่เคยยึดถือความเสมอภาค เชื่อในสิทธิ เสรีภาพ มีความห่วงใยต่อกันและไว้วางใจซึ่งกันและกันนั้นก็พร้อมจะกระทำการอันไร้ซึ่งความมีมนุษยธรรมตามแบบที่ทุกคนเคยยึดถือไปโดยทันที สีหน้าของเหล่าผู้ร่วมงานในชุดสูทและราตรีเริ่มเต็มไปด้วยความหวาดกลัว พวกเขาพยายามอยู่ในทีท่าที่นิ่งที่สุด เหมือนกับการพยายามเดินผ่านคนไร้บ้านริมทางไปเสียเฉยๆ โดยไม่สนใจ หรือการกลัวที่จะไม่แสดงความช่วยเหลือเพียงเพราะสภาพสังคมกำหนดให้ทำทั้งที่มันอาจขัดแย้งกับความรู้สึกภายในจิตใจที่อาจจะกลัวที่จะช่วยก็ตาม อันนำมาซึ่งการเกิดเป็นความกลัวในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ จนก่อให้เกิดเป็นความคิดลบและไม่ไว้ใจในหัว รวมถึงการพยายามจะขีดเส้นแบ่งภายในหัวขึ้นมาตลอดเวลา อย่างในการที่ Christian ผลักเด็กน้อยตกบันได หรือในตอนที่ทุคนในห้องจัดเลี้ยงมารุมประชาทัณฑ์ศิลปินที่กำลังแสดงเป็นสัตว์ป่า

ความไว้เนื้อเชื่อใจยังถูกเล่าแบบจิกกัดผ่านมิติชีวิตส่วนตัวอย่างความสัมพันธ์แบบชั่วข้ามคืนของ Christian และ Anne นักข่าวชาวอเมริกัน ที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำข่าวเกี่ยวกับนิทรรศการศิลปะนี้ Christian ก็ไม่ได้ให้ความไว้วางใจแก่เธอเลยอย่างในตอนที่ทั้งคู่ยื้อแย่งถุงยางอนามัยหลังเสร็จกิจ Christian หวงแหนแม้กระทั่งน้ำเชื้อของเขาในถุงยางอนามัยและไม่ให้ Anne เอาไปทิ้งให้และยืนยันจะทิ้งมันด้วยตัวเองจน Anne ประหลาดใจและต้องแย่งมันมาทิ้งเองในท้ายที่สุด

พื้นที่แห่งความโอบอุ้มและห่วงใย

ประเด็นต่อมาที่ถูกเล่าอย่างแนบเนียนคือ ความห่วงใย หรือ Care ในสังคมรัฐสวัสดิการ ที่ผู้กำกับทวงถามว่ามันมีจริงไหมในจิตสำนึกของชาวสวีเดนที่อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยจนอาจลืมคิดถึงคนอื่นไป…ถ้าไม่มีความรู้สึกห่วงใยซึ่งกันและกันล่ะ? สังคมก็คงไม่น่าอยู่เพราะทุกคนจะสนใจและคิดถึงแต่ตัวเอง แล้วถ้าหากเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย และเต็มไปด้วยสวัสดิการที่ทั่วถึงล่ะ? เราก็คงจะเดากันไปว่า คนก็คงจะหันมาสนใจในเรื่องของความเป็นเพื่อนมนุษย์ คิดถึงจิตใจ และความรู้สึกของผู้อื่นกัน แต่ในความเป็นจริงเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ กำลังบอกว่าภายใต้แนวคิดปัจจเจกนิยมที่เริ่มมากัดกร่อนจตุรัสแห่งความเชื่อใจในสวีเดน กำลังถูกท้าทายด้วยการมีความห่วงใยที่โบ๋กลวงอยู่ ผ่านเหตุการณ์ที่  Christian ได้ช่วยเหลือผู้หญิงที่กรีดร้องขอความช่วยเหลือกลางถนนในตอนแรกจนมารู้ที่หลังว่าตนตกเป็นเหยื่อที่โดนขโมยโทรศัพท์ภูเขาแห่งความห่วงใยผู้อื่นของเขาก็พังลงทันที หรือการที่ใช้วิธีการตามหาโทรศัพท์ในการล้ำเส้นคนอื่น ๆ ในสังคมด้วยการส่งจดหมายทวงของด้วยคำขู่และถ้อยคำกล่าวอ้างทำให้เด็กผู้ชายต้องเดือดร้อนด้วยวิธีการที่ดูจะไร้ความห่วงใยต่อผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง หรือในฉากของภาพโต้กลับทางสังคมที่มีต่อวีดิโอ promote งานนิทรรศการศิลป์อย่าง The Square ที่บริษัท marketing ใช้เนื้อหาวีดิโอที่รุนแรงใน platform สาธารณะ ซึ่งผลลัพธ์ก็โด่งดังอย่างที่ต้องการ แต่กลับต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงความไร้มนุษยธรรมที่ได้แสดงออกมาผ่านการนำเสนอวีดิโอดังกล่าว ซึ่งขัดกับสิ่งที่งานศิลป์ชิ้นนี้ที่เขากำลังต้องการ promote และขัดกับศีลธรรม จรรยาที่สังคมได้ยึดถือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เพียงตบหน้าตัวละครหลักเท่านั้นแต่คล้ายๆกับว่ากำลังกระซิบถามคนดูผู้ยึดมั่นในความเท่าเทียมไปตลอดเรื่องว่า “แล้วถ้าเป็นคุณล่ะ คุณจะยังห่วงใยคนพวกนี้ลงไหม” อันเป็นมโนคติแบบโลกทุนิยมเสรีที่พยายามทำลายความห่วงใยแบบส่วนรวมไปเป็นความเห็นแก่ตัวและเหยียบย่ำกันเอง

ความเสมอภาคที่โงนเงนในจิตใจของตัวละครสู่คำถามต่อโครงสร้างเศรษฐกิจการเมือง

สุดท้ายภาพยนตร์เรื่องนี้ได้พาผู้ชมเข้าสู่การทบทวนความเสมอภาพที่ไม่อาจมองเป็นเพียงผลลัพธ์หรือชัยชนะที่ซื้อขาดในสังคมรัฐสวัสดิการ แต่เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบและทบทวนตลอดเวลา ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนความสำคัญของสื่อในฐานะเครื่องมือทางวัฒนรรมในสังคมที่เชื่อว่าเสมอภาคและเป็นประเทศหนึ่งที่มีเหลื่อมล้ำน้อยที่สุดในโลกวัดได้จากสถิติอย่างประเทศสวีเดนก็ยังมีปัญหาที่ปล่อยตกไม่ได้ การกระตุกสำนึกในการเปิดตามองความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมระหว่างคนสวีเดนกับผู้อื่นอย่างผู้อพยพที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาและสีผิว ที่ความปลอดภัยแบบส่วนรวมถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความสบายแบบส่วนตัว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นภาพยนตร์การเมืองแบบสุดโต่งแต่เป็นภาพฉายของภาวะการ “ปะทะ” ระหว่างแนวคิดแบบสังคมนิยมและปัจเจกนิยมที่ถูกทำให้ปั่นป่วนผ่านมโนอคติที่เกิดขึ้นมาเพื่อกั้นแบ่งพื้นที่ แบ่งสังคม หรือแม้แต่การเลือกที่จะไม่สร้างปฏิสัมพันธ์ด้วย จึงเป็นการโยนคำถามว่าจตุรัสแห่งความเท่าเทียมในภาพกว้างของสังคมนั่นมั่นคงปลอดภัยพอหรือยัง? ความเท่าเทียมทั่วถึงและถ้วนหน้าพอหรือยัง? และที่สำคัญกว่านั้นคือประชาชนในพื้นที่ลืมไปแล้วหรือยังว่ารัฐสวัสดิการคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่อุดมคติเต็มไปด้วยความไว้วางใจ ความห่วงใย และมีความเท่าเทียมกัน แต่ประชาชนยังเชื่อในสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ หรือมันกำลังถูกเจือจางให้เป็นเพียงแค่ “สิ่งที่ต้องทำ” เพื่อกลบความรู้สึกผิดในใจตัวเอง

กชกร เมฆศิรินภาพงศ์

นักเขียน

ณปกรณ์ ภูธรรมะ

ภาพประกอบ