“Roma : การกดทับที่นุ่มนวลอ่อนหวาน เมื่อแรงงานถูกกดขี่ในนามแห่งความรัก”

Roma : การกดทับที่นุ่มนวลอ่อนหวาน เมื่อแรงงานถูกกดขี่ในนามแห่งความรัก

               Roma ภาพยนตร์สัญชาติเม็กซิกัน ฝีมือการกำกับของอัลฟอนโซ กัวรอน ที่คว้ารางวัลกำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ครั้งที่ 91 งานชิ้นนี้ได้รับการชื่นชมว่าเป็นงานภาพขาว-ดำที่เรียบง่ายงดงาม ฉาก Long take สเกลใหญ่ที่ตั้งใจใส่รายละเอียดของทุกสรรพสิ่งในฉากลงไปอย่างแม่นยำ Roma ฉายภาพความเป็นมนุษย์ปุถุชนได้อย่างธรรมชาติ ตลอดทั้งเรื่องผู้กำกับนำเราสำรวจชีวิตประจำวันของ “คลีโอ” สาวใช้ในบ้านของครอบครัวชนชั้นสูง กัวรอนเคยให้สัมภาษณ์ว่าคลีโอ เป็นตัวละครที่เขาได้แรงบันดาลใจมาจากพี่เลี้ยงของเขาในชีวิตจริงช่วงวัยเยาว์ เป็นเหตุผลให้ภาพยนตร์ชิ้นนี้ใช้การถ่ายทำด้วยภาพขาว-ดำตลอดเรื่อง เพราะกัวรอนต้องการพาเราย้อนกลับในเมมโมรี่ของเขา หากแต่ในความทรงจำนั้นกัวรอนเพียงแต่ถ่ายทอดความรัก ที่ครอบครัวเขาซึ่งมีฐานะเป็นนายจ้างมอบให้พี่เลี้ยง และความรักของพี่เลี้ยงที่มีต่อครอบครัวเขา ที่ดูผิวเผินแล้วผู้ชมอย่างเราถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งของนายจ้างที่คอยสอดส่องการทำงานของคลีโอในแต่ละวัน เธอทำทุกอย่างในบ้านตั้งแต่งานสกปรกอย่างเก็บกวาดมูลสุนัข ไปจนถึงการดูแลลูก ๆ ทั้งสี่ของเจ้านาย ผู้ชมยังได้รับอนุญาตให้สำรวจชีวิตส่วนตัวของเธออย่างลึกซึ้ง ผ่านการพูดคุยสนทนากับเพื่อนคนรับใช้ด้วยกัน การออกไปมีความรัก มีความสัมพันธ์กับชายหนุ่ม แต่เพียงสิ่งเดียวที่เราไม่สามารถข้ามไปสำรวจได้ ก็คือจิตใจของคลีโอ ด้วยภาพขาวดำของกัวรอนที่ทำให้อารมณ์ความรู้สึกของคลีโอดูแห้งเหือด ไร้มิติ ปิดบังซ้อนเร้นความคิดความรู้สึกจากสายตาของผู้ชมได้อย่างแนบเนียน ทำให้เราไม่มีโอกาสได้รับรู้เลยว่าคลีโอรู้สึกอย่างไร เช่นเดียวกับที่กัวรอนซ่อนเรื่องความต่างแห่งชนชั้นระหว่างครอบครัวเขากับพี่เลี้ยงด้วยความรักอย่างแนบเนียน

               ตลอดทั้งเรื่องเราเห็นภาพชวนฝันของนายจ้างใจดีกับคนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ที่ดูแลกันเสมือนคนในครอบครัว แต่แน่ใจหรือว่าความรักนั้นไม่ได้ฉาบทาด้วยสิ่งใด คลีโอทำงานด้วยความขยันขันแข็ง เธอเป็นที่รักของลูก ๆ ทั้งสี่คนของเจ้านาย ได้รับโอกาสให้สนิทชิดใกล้ แต่ก็ไม่อาจข้ามเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นได้ คนรับใช้ก็ยังเป็นคนรับใช้ และหลายครั้งเธอก็ตกเป็นที่รองรับอารมณ์ของเจ้านายอยู่เสมอ เสมือนมูลสุนัขที่ถูกปล่อยให้เรี่ยราดอยู่เช่นนั้น ไม่ได้มีใครสนใจ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน แต่ถ้าวันใดเจ้านายอารมณ์เสียก็มักจะตำหนิเธอในเรื่องนี้ หรือการบอกให้รู้เป็นนัย ๆ ถึงการจำกัดสวัสดิการของเจ้านายในบทสนทนาระหว่างคลีโอกับเพื่อนคนใช้ด้วยกันในห้องนอนที่ว่า เจ้านายของเธอมักจะแอบดูว่าพวกเธอปิดไฟกันหรือยัง เพราะเธอไม่ชอบที่คนใช้ใช้ไฟฟ้ามากเกินไป จนพวกเธอต้องจุดเทียนเพื่ออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งตอนที่คลีโอท้อง เธอก็มีความกลัวว่าจะถูกไล่ออกจากงานซึ่งสะท้อนสภาพสังคมของแรงงานในเม็กซิโกช่วงปี1970 เป็นอย่างดีว่าแรงงานที่ท้องไม่มีสิทธิ์ที่จะลาคลอดได้ เป็นการถูกกดทับทางร่างกาย เพราะเธอต้องใช้ร่างกายต่างแรงงาน ความเอาใจใส่ของนายจ้างที่ฉาบฉวยยังแสดงออกผ่านกระบวนการรับเข้าของโรงพยาบาลตอนเธอกำลังเจ็บท้องคลอด เมื่อพยาบาลพยายามซักประวัติของคลีโอจากนายจ้างก็พบว่าเขาไม่ได้รู้จักอะไรจากตัวเธอเลย แม้กระทั่งชื่อกลาง ทั้งๆที่คลีโอคลุกคลีกับครอบครัวนี้มายาวนาน ยามเทศกาลขึ้นปีใหม่ที่เธอมีโอกาสติดตามครอบครัวของเจ้านายไปปาร์ตี้ที่บ้านญาติ ในขณะที่บรรดาเจ้านายเต้นรำกันอย่างสนุกสนานในห้องนั่งเล่น เหล่าพวกคนใช้กลับต้องลงไปยังห้องชั้นล่างเพื่อรวมกลุ่มสังสรรค์ เป็นสัญญะที่แบ่งความเป็นชนชั้นสูงและชนชั้นล่างอย่างเด่นชัด เราจะเห็นความเอื้ออาทรของเจ้านายเธออย่างเด่นชัดที่สุดคือในช่วงพาร์ทหลังของเรื่อหลังจากเธอจับได้ว่าสามีเธอนอกใจไปมีภรรยาน้อย เธอมีโอกาสได้ไปร่วมทริปกับเจ้านาย แต่นั่นใช่ความปรารถนาดีหรือการต้องการใครสักคนยามตัวเองหวั่นไหวเปราะบาง ท่ามกลางลูก ๆ ทั้งสี่ คลีโอที่ผ่านความเจ็บช้ำจากผู้ชายเช่นเดียวกับเจ้านายของเธอ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่เธอจะได้ระบายด้วย และถึงแม้เธอแทบจะเสียสละชีวิตให้ลูกของเจ้านายในเหตุการณ์จมน้ำ เมื่อเธอกลับเข้าที่บ้านเธอก็ยังต้องก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป

               คลีโอพึงพอใจในความรักนี้จริงหรือ เป็นความนึกคิดที่เราไม่อาจเข้าไปสำรวจจิตใจของตัวละคร เรารู้เพียงแต่คลีโอเป็นหญิงพื้นเมือง จากภาษาที่เธอพูด และหญิงพื้นเมืองเหล่านี้ก็คงประสบปัญหาเช่นเดียวกัน คือความลำบากยากแค้นจนต้องเข้ามาเป็นแรงงานในเมืองให้กับชนชั้นสูง หมู่บ้านชายขอบที่เธอจากมาประสบปัญหายากจน ดังที่เธอรับรู้ข่าวจากเพื่อนคนใช้ว่า ที่ดินของแม่เธอถูกรัฐบาลยึดไปแล้ว ซึ่งการไม่มีสิทธิ์ในการถือครองที่ดินก็จะยิ่งทำให้เกิดภาวะไร้ที่ดินทำกิน ในที่สุดก็จะกลายเป็นความจนซ้ำซ้อนที่ไม่อาจลืมหูลืมตาได้ ต้องมีเด็กสาวเด็กชายมากมายหลายคนที่ต้องเลือกเส้นทางแบบคลีโอ เช่นเดียวกับแฟนหนุ่มของคลีโอที่ทอดทิ้งเธอไปตอนที่เขารู้ว่าเธอตั้งครรภ์ ก่อนหน้านี้เขาเล่าพื้นเพของตนเองว่าเกิดในสลัมและมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ เขารู้สึกเปลี่ยนไปเพราะศิลปะการต่อสู้ที่ได้เรียนมา เขารู้สึกมีชีวิตที่ดีขึ้น จนเรื่องมาเฉลยในตอนท้ายว่าเขาอยู่ในกองกำลังของรัฐบาลที่ถูกฝึกไว้เพื่อปราบปรามการประท้วงของนักศึกษาที่ผู้กำกับตั้งใจถ่ายทอดภาพมาจากประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ในเหตุการณ์ the corpus christi massacre ในปี 1971 ซึ่งเป็นการประท้วงของนักศึกษาที่มีความไม่พอใจในการเข้ามาใช้อำนาจควบคุมมหาวิทยาลัย โดยรัฐบาลได้เกณฑ์กำลังพลซึ่งเป็นผู้ชายที่มาจากชนบทให้ฝึกซ้อมการใช้อาวุธอย่างไม้ไผ่และกระบองเคนโดเพื่อปราบรามนักศึกษา เป็นการบีบให้ผู้คนต้องหลีกเร้นสังคมที่เหลื่อมล้ำ ยากจน และเชื่อว่ารัฐบาลจะมอบสวัสดิการและความเป็นอยู่ที่ดีให้ ซึ่งหมู่บ้านที่แฟนหนุ่มของคลีโออาศัยอยู่นั้นเป็นหมู่บ้านชายขอบที่สภาพแตกต่างจากเมืองหลวงอย่างได้ชัด ทันทีที่คลีโอก้าวขาลงจากรถมายังหมู่บ้านของแฟนหนุ่ม ที่ถนนเต็มไปด้วยดินแดง ฝุ่นคลุ้ม เสียงประกาศตามสายว่ารัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำให้ ก็เป็นเครื่องบ่งบอกถึงสภาพความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านอย่างดี เช่นนี้แล้วทั้งตัวคลีโอและแฟนหนุ่มอาจไม่ได้ต้องการเป็นในสิ่งที่เธอเป็นก็ได้ เธออาจไม่ได้อยากถูกคุมขังด้วยความรักแต่ไร้สิทธิเสรีภาพเช่นสุนัขของเจ้านายที่ไม่มีวันได้ออกจากบ้าน และแฟนหนุ่มของเธอก็อาจไม่ได้ต้องการต่อสู้เพื่อรัฐบาลแต่ต้องการต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำที่ตนเองได้รับ แต่ทั้งคลีโอและคนใช้คนอื่นๆ ไปจนถึงแฟนหนุ่มของเธอก็คงไม่สามารถมีโอกาสนั้นได้ จำต้องก้มหน้าชำระล้างมูลสุนัข และมองเงาสะท้อนของเครื่องบินที่ผ่านไปเพื่อตอกย้ำสถานะของตนเอง                                                            

               อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของเรื่องที่ทำให้ผู้ชมเห็นอกเห็นใจตัวคลีโอมากขึ้น คือตอนที่เธอสูญเสียลูกไป จริงหรือที่เหตุการณ์นั้นเป็นเพียงอุบัติเหตุ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการประท้วงของนักศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอต้องสูญเสียลูกไป แต่สภาวะการจราจรที่ติดขัด กระบวนการรับเข้าผ่าตัดที่ยุ่งยากซับซ้อน จนกินเวลาพอสมควร แพทย์และพยาบาลที่เผชิญกับปัญหาคนไข้ล้นมือ เราคงพูดได้ว่าคนที่มีส่วนให้เธอต้องสูญเสียลูกไปก็คือการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดสรรแพทย์และอุปกรณ์ได้เพียงพอ Roma ยังสะท้อนให้เราเห็นว่า แม้จะมีความรักอย่างท่วมท้นต่อคนต่างชนชั้นมากเท่าไหร่ แต่ความอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ทำให้ ความเหลื่อมล้ำนั้นหายไปโดยแท้จริง ด้วยอำนาจทางชนชั้นที่คลีโอเป็นเพียงแรงงานในบ้าน เราจึงเห็นกระบวนการรับคนไข้ที่ล่าช้า และก่อนหน้านี้หากปราศจากนายจ้างที่พาเธอมาโรงพยาบาล เราก็ไม่ได้เห็นสวัสดิการจากรัฐในการจัดสรรให้เธอได้เข้าถึงสิทธิที่จะเข้าถึงสุขอนามัยเจริญพันธุ์ทางเพศที่ปลอดภัย  ตลอดจนสภาพถนนหนทางที่ติดขัดจนไม่สามารถเดินทางได้เมื่อเกิดภาวะวิกฤติ แต่ตัวละครคลีโอทำได้เพียงแต่โทษตัวเอง เช่นเดียวกับคนในหลายๆประเทศที่ก้มหน้าแก้ปัญที่ตัวเอง เริ่มที่ตัวเอง และมองข้ามผู้ร้ายตัวจริงไป สิ่งเดียวที่เป็นจุดเชื่อมโยงที่นายจ้างกับคลีโอมีเหมือนกันนั่นคือการถูกกดทับจากอำนาจความเป็นชาย ในขณะที่สามีของเธอมีภรรยาน้อย งดส่งเสียเลี้ยงดูเธอ ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นเพียงเมียและแม่ให้เขาและลูกเท่านั้น ไม่ได้มีโอกาสออกไปทำงานนอกบ้านเช่นผู้ชาย ส่วนคลีโอก็ถูกแฟนที่ทำให้เธอท้องหนีไปโดยไร้ความรับผิดชอบ ทั้งยังขู่จะใช้ความรุนแรงกับเธอ แต่สิ่งที่ทั้งสองคนมีแตกต่างกันคือ เจ้านายของเธอยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิตออกผจญภัยอีกครั้งอย่างที่เธอบอกกับลูก ๆ ว่าจะเริ่มเข้าทำงานที่สำนักพิมพ์ ในขณะที่คลีโอไม่มีโอกาสเลือกเส้นทางเดินให้กับชีวิตตัวเอง  คลีโอจึงเป็นตัวแทนของแรงงานที่เผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว (Domestic violence) ที่แฟนหนุ่มกระทำต่อเธอ การตกเป็นแรงงานทางอารมณ์ (Emotional Labour) ให้กับนายจ้าง และระดับใหญ่สุดคือการตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางการเมือง (Political Violence) จากเหตุการณ์การปะทะ the corpus christi massacre ในปี 1971 จนเธอต้องเสียลูกไป

Roma จึงไม่ใช่เพียงหนังธรรมดาที่เชิดชูความรักความสัมพันธ์ของแรงงานและนายจ้างอย่างที่เขาหลอกลวง แต่เป็นหนังที่ฉายภาพการกดขี่ชนชั้นแรงงานด้วยอำนาจของการให้ความรัก ความเมตตา ซึ่งนุ่มนวลอ่อนหวาน เป็น Soft power ที่ผู้ถูกกระทำไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกกดทับอยู่ หรือบางครั้งก็รู้สึกว่าการกดทับ ความไม่เป็นธรรม ที่มาจากความรัก ความเมตตานั้นเป็นเรื่องที่ “รับได้” เช่นในสังคมไทยที่มักเชิดชูแรงงานด้วยความมีบุญคุณ ความโรแมนติกทางอารมณ์ อย่างครูเป็นเรือจ้าง ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ทหารเป็นรั้วของชาติ หากไม่ถูกทำให้สูงส่งจนมอภิสิทธิ์เหนืออาชีพอื่น ๆ ก็ถูกทำให้โรแมนติกในความเสียสละ อดทนของตัวเอง โดยไม่สนว่าผลตอบแทนจากการเป็นแรงงานคุ้มค่าหรือไม่ ตัวเองมีพลังในการขับเคลื่อนสังคมมากขนาดไหน และรัฐมอบสวัสดิการให้อย่างเท่าเทียมเหมาะสมแล้วหรือยัง หากความรักแบบเวทนาถูกแทนที่ด้วยสวัสดิการแรงงาน เราอาจได้เห็นคลีโอเป็นอิสระจากกรงความรักอย่างแท้จริง

พัชรพร ศุภผล

นักเขียน

ณปกรณ์ ภูธรรมะ

ภาพประกอบ