welfarestateandjustice@gmail.com

มายาคติเกี่ยวกับการสร้างรัฐสวัสดิการ

  หลายศตวรรษที่ผ่านมาสังคมไทยยังคงเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำอยู่ตลอด ซึ่งปัญหาดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้เสียที ทั้ง ๆ ที่มีผู้พยายามจะเสนอวิธีการแก้ไขปัญหานี้หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งแนวคิดที่เป็นกระแสหลักอยู่ ณ ตอนนี้คงไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า “รัฐสวัสดิการ” แต่เหตุใดแนวคิดรัฐสวัสดิการที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตในทางที่ดีขึ้นของผู้คนอีก 99% ถึงยังถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ยังเป็นไปไม่ได้ และแน่นอนว่าแนวคิดนี้ก็ยังคงถูกโต้แย้งโจมตีโดยกลุ่มคนที่นิยมแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่รวมไปถึงกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ซึ่งคนกลุ่มนี้ถูกและ/หรือใช้แนวคิดหรือวาทกรรมแบบใดบ้างในการครอบนำ เพื่อที่จะคงความได้เปรียบทางชนชั้นผ่านแนวคิดแบบทุนนิยมตลาดเสรี โดยวาทกรรมหรือแนวคิดเกี่ยวกับการต่อต้านรัฐสวัสดิการนั้น รศ. ดร. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ได้สรุปออกมาเป็น 7 ข้อด้วยกัน 1.รัฐไม่มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับทุกคนในประเทศ ทรัพยากรความมั่งคั่งในประเทศนี้มาจากการทำงานของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศ “ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ผลผลิตออกมาในรูปแบบวัตถุและอวัตถุ”(กล่าวโดยผู้เขียน) เช่น พนักงานในโรงอุตสาหกรรม พนักงานบริการ นักออกแบบ ผู้ผลผลิตสื่อ พนักงานไรเดอร์ส่งอาหาร ฯลฯ แต่ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลกลับทำให้กลุ่มทุนสามารถครอบครองทรัพย์สินและทรัพยากรได้มากมาย คนเหล่านี้ไม่ได้ฉลาด ขยัน หรือเก่งแล้วจึงรวย แต่วิธีการที่ใช้คือส่งต่อความมั่งคั่งและการครอบงำทางสังคมจากรุ่นสู่รุ่น ในข้อมูลงบประมาณรายจ่ายของประเทศไทยประจำปี 2563 จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท งบในการใช้ทำรัฐสวัสดิการเพียง 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งถูกใช้อยู่แพง 3 แสนล้านบาทดังนั้นแล้ว รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอสำหรับทุกคน แต่ชนชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมไปถึงกลุ่มเทคโนแครตที่นิยมแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ กลัวว่าการเกิดขึ้นของรัฐสวัสดิการจะไปเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และทำให้คนที่มีจำนวน …

มายาคติเกี่ยวกับการสร้างรัฐสวัสดิการ Read More »

การต่อสู้ของขบวนการแรงงาน

“ขบวนการแรงงาน” (Labor movement) คงเป็นคำที่ใครหลายคนอาจจะเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง แต่ไม่ได้เข้าใจถึงการมีอยู่และความสำคัญของขบวนการแรงงาน อีกทั้งหากเราย้อนกลับไปก่อนที่จะเกิดการตื่นตัวทางการเมืองที่เป็นกระแสของคนรุ่นใหม่ คำว่า “แรงงาน” หรือ “ขบวนการแรงงาน” ในสายตาของสังคมไทยดูจะเป็นเรื่องของผู้ที่มีรายได้น้อย คนที่ทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรม และงานประเภทที่ต้องใช้แรงกายเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากเราย้อนกลับไปในช่วงที่ภาคการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมที่แรงงานต้องทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ โดนเอาเปรียบเรื่องค่าแรงจากนายทุน เด็กถูกนำไปใช้เป็นแรงงานราคาถูก และชีวิตที่ไร้สวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ดี ฯ แต่สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเพราะการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมของเหล่าขบวนการแรงงานจนส่งผลมาถึงปัจจุบัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การได้หยุดงานทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์  ในประเทศเยอรมันเราจะเห็นสวัสดิการของผู้ที่ทำงานในทุกภาคส่วน การเลิกงานที่ตรงเวลาโดยที่นายจ้างไม่มีสิทธิมาขู่เข็น ในประเทศแถบนอร์ดิกเราจะเห็นการมีรัฐสวัสดิการที่ถ้วนหน้าและครบวงจรผู้ที่ทำงานมีเวลาว่างพักผ่อน และได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ หรือพัฒนาทักษะอย่างอื่นที่พวกเขาสนใจ ในส่วนของประเทศไทยมรกดที่ขบวนการแรงงานในอดีตทิ้งไว้ให้ อาทิ การนัดหยุดงานของขบวนการแรงงานหญิงของโรงงานฮาร่า เพื่อเรียกร้องสิทธิในการลาคลอด 90 วัน เป็นต้น สลับกลับมาที่ปัจจุบันเราจะเห็นขบวนการแรงงานในไทยอ่อนแอเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสความคิดแบบเสรีนิยมใหม่ที่พยายามจะลดทอนความสำคัญของความเป็นแรงงาน และใส่ความคิดที่ว่าทุกคนมีอิสระที่จะเป็นนายตนเอง ทุกคนสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ แต่สิ่งที่หลบอยู่หลังเงาของความสวยหรูของคำว่า “อิสระเสรี” เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ปัจเจกบุคคลต้องแบกรับ การนิยมโทษไปที่ตัวของปัจเจกบุคคล การไร้รัฐสวัสดิการที่จะมาอุ้มชูชีวิตเมื่อผู้คนล้มลงจากความไม่มั่นคงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ  รวมไปถึงสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในประเทศที่ดำเนินนโยบายทางเศรฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่แบบเข้มข้นนั่นคือ “ชั่วโมงการทำงานที่พุ่งสู้ขึ้น” แต่คุณภาพชีวิตกลับแย่ลง บริษัทเอกชนหลายแหล่งพนักงานต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ หรือทำงานนอกเวลามงานมากขึ้น ฉะนั้นคงถึงเวลาแล้วที่เราต้องกลับมาทบทวนบทบาทความสำคัญของขบวนการแรงงาน …

การต่อสู้ของขบวนการแรงงาน Read More »

ความสำคัญของรัฐสวัสดิการ

ในยุคที่ประเทศไทยคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชนในประเทศค่อย ๆ ถดถอยลงเรื่อย ๆ แต่รัฐบาลกลับไม่คิดให้ความสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง ทิ้งให้ประชาชนต้องแบกรับภาระที่เกิดจากพิษของเศรษฐกิจและโรคระบาด แต่กลับไปออกนโยบายอุ้มชูเหล่าธุรกิจผูกขาดรายใหญ่ ละเลยคุณภาพชีวิตของคนอีก 99 % ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง โดยสิ่งที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาความทุกข์ยาก ความไม่มั่นคงของชีวิตคนในประเทศได้นั่นคือ  การมีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในประเทศ ทำให้ชีวิตมีความมั่นคงตั้งแต่เกิดยันสิ้นสุดชีวิต มีเบี้ยเลี้ยงตั้งแต่คลอดจนชรา บริการสาธารณที่มีคุณภาพและทั่วถึง ศักยภาพของผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้นเพราะสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้ทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นหรือแบ่งแยกโรงเรียนรวย – จน อีกทั้งเราทุกคนสามารถมีชีวิตที่เลือกได้ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของตลาดแรงงาน ช่วยลดสภาวะความตึงเครียดที่เกิดจากแบกรับภาระทางเศรฐกิจโดยรัฐจะเข้ามาเป็นผู้ช่วยเหลือ ซึ่งแน่นอนว่าเงินที่จะต้องมาจัดทำรัฐสวัสดิการนั้นมาจากภาษีของทุกคนในประเทศไม่ว่าจะรวย – จน แต่สิ่งที่สำคัญคือการจัดทำสวัสดิการอย่างเป็นสัดส่วนและทำให้เกิดคุณภาพสูงสุดต่อผู้คนในประเทศ สำคัญที่สุดคือต้องตรวจสอบได้ว่าภาษีที่จ่ายไปนั้นรัฐนำไปใช้ทำอะไรให้ประชาชนบ้าง อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีประชาธิปไตย เพราะรัฐสวัสดิการนั้นเกิดจากความต้องการของประชาชนที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หาใช่ความสงสารจากชนชั้นปกครองหรือเหล่านายทุนที่ยอมจ่ายภาษีแพ้ ผู้คน 99 % ของประเทศจะเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายรัฐสวัสดิการ ควรกล่าวด้วยว่าถึงแม้หลายประเทศที่เจริญแล้วจะมีความเป็นประชาธิปไตย (ในทางการเมือง)  แต่ทุกประเทศหาได้มีรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า อย่างเช่น อเมริกา ญี่ปุ่น ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปที่ดำเนินนโยบานทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก็ตาม จะเห็นได้ว่าประเทศเหล่านี้มีความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นที่สูง ระยะห่างของรายได้ของผู้คนถ่างออกแบบก้าวกระโดด กลับกันในกลุ่มประเทศยุโรปเหนือหรือนอร์ดิกคุณภาพชีวิตและความสุขของผู้คนในประเทศเหล่านั้นกลับอยู่อันดับต้น ๆ ของโลก รวมไปถึงความเหลื่อล้ำของรายได้ที่มีช่องว่างน้อยเป็นอย่างมาก แต่นั่นไม่ใช่เพราะประเทศกลุ่มนี้เป็นประเทศที่รวยหรือพัฒนาแล้วจึงมีรัฐสวัสดิการได้ทำให้คุณชีวิตของผู้คนดี แต่สิ่งทำให้ประเทศเหล่านี้มีรัฐสวัสดิการได้คือ การมีความเชื่อร่วมกันของคนในประเทศว่าการมีรัฐสวัสดิการที่ดีนั้นเป็นเรื่องของสิทธิที่ทุกคนควรจะได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขกับการมีชีวิต กล่าวให้ถึงที่สุดคือ …

ความสำคัญของรัฐสวัสดิการ Read More »

หนี้ กยศ. : เมื่อโอกาสในการศึกษาแลกมากับพันธนาการของอนาคต

การเติบโตมาของเด็กคนหนึ่งความขัดสนทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ยากลำบาก การศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุน อย่างตัวเงิน เวลา แรงงาน และอิสรภาพ ของผู้ปกครอง หรือแม้แต่ตัวผู้เรียนเองที่ถูกนำไปกลั่นออกมาเป็นค่าเล่าเรียน เพื่อให้ตนเองได้มีโอกาสในทางเศรษฐกิจมากขึ้นในวันข้างหน้า กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คือหน่วยงานภาครัฐที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาที่มีความขาดแคลนทางทุนทรัพย์กู้ยืมเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา และค่าครองชีพในบางกรณี โดยปัจจุบันมีผู้กู้กยศ.จำนวน 6,206,983 ราย แบ่งเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการชำระคืน 3,545,067 ราย คิดเป็นร้อยละ 57 ของผู้กู้ทั้งหมด ผู้ที่ชำระคืนแล้ว 1,542,847 ราย คิดเป็นร้อยละ 25 ของผู้กู้ทั้งหมด และผู้ที่อยู่ในช่วงปลอดหนี้ 1,052,489 ราย คิดเป็นร้อยละ 17 ของผู้กู้ทั้งหมด ในสายตาของนักการศึกษา รวมไปถึงนโยบายหลายท่าน กองทุนดังกล่าวดูเหมือนจะเป็น “ทางออก” ที่จะทำให้ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เข้าถึงโอกาสในการศึกษาได้ อย่างไรก็ดี “ทางออก” ดังกล่าวกลับแลกมาด้วย “หนี้” ที่เป็นทั้งภาระทางเศรษฐกิจ ชีวิต และศีลธรรม ที่พวกเขาต้องแบกไว้ ภาพที่สวยหรูว่า การศึกษาจะมอบโอกาสและเสรีภาพให้แก่ชีวิตหลังเรียนจบถูกทำลายเพราะผู้เรียนไม่เพียงแต่จะถูกพันธนาการด้วยหนี้การศึกษา และหนี้การศึกษายังเป็นตัวตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอีกด้วยรู้จัก หนี้ กยศ. เบื้องต้น การกู้ยืมของกยศ. …

หนี้ กยศ. : เมื่อโอกาสในการศึกษาแลกมากับพันธนาการของอนาคต Read More »

ทำไมการยกเลิกหนี้การศึกษาถึงยุติธรรมกับทุกคน

ข้อโต้แย้งหนึ่งที่มักจะมาพร้อมกับการเรียกร้องยกเลิกหนี้กยศ. คือ การยกเลิกหนี้กยศ.สำหรับผู้ที่กำลังเป็นหนี้ในปัจจุบัน จะสร้างความไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ชำระค่าหนี้ของตนเองสำเร็จแล้ว ในบทความนี้ ผู้เขียนจะขอยกข้อโต้แย้งของ Ben Burgis อาจารย์คณะปรัชญา มหาวิทยาลัยรัทเจอร์ ว่าการยกเลิกหนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นธรรมกับทุกคนเท่านั้น แต่เรายังควรทำให้สถานศึกษาสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย การเรียกร้องให้ยกเลิกหนี้กยศ.ไม่ได้เกิดขึ้นในไทยเพียงที่เดียว ในสหรัฐอเมริกากระแสการเรียกร้องให้ยกเลิกหนี้การศึกษาก็เกิดขึ้นเช่นกัน ช่วงก่อนเลือกตั้งประธานธิบดีปี 2020 เบอร์นี แซนเดอร์ หนึ่งในผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตได้รณรงค์นโยบายยกเลิกหนี้การศึกษาทั้งหมด เหตุผลของเขาคือการศึกษาไม่ควรจะต้องทำกำไร และไม่ควรมีใครติดหนี้จากการบริการของภาครัฐที่มาจากภาษีของประชาชน ภายหลังการยกเลิกแคมเปญของแซนเดอร์ และต่อมาโจ ไบเดนผู้สมัครจากพรรคเดียวกันได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี นายชัค ชูเมอร์ หนึ่งในสมาชิกวุฒิสภานิวยอร์คก็ได้เสนอให้ไบเดนยกเลิกหนี้การศึกษา 50,000 ดอลล่าร์แรกของนักศึกษาผู้กู้ทุกคนผ่านคำสั่งบริหาร ทว่าไบเดนได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว และมาพร้อมกับข้อเสนอที่ว่า เขาจะยกเลิกหนี้การศึกษา เฉพาะหนี้ที่มาจากเอกชน และไม่ได้มาจากรัฐ ไม่เกิน 10,000 ดอลล่าร์ สำหรับนักศึกษาที่ “มีความขาดแคลนทางการเงิน” เท่านั้น แม้ว่าข้อเสนอการยกเลิกหนี้การศึกษาจะถูกปัดตกไป แต่การถกเถียงว่าด้วยการยกเลิกหนี้นั้นยังคงอยู่ หนึ่งในนั้นคือการยกเลิกหนี้กยศ.จะสร้างความไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ชำระค่าหนี้ของตนเองสำเร็จแล้ว Ben Burgis ได้โต้แย้งข้อโต้แย้งดังกล่าวด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ Burgis ได้ยกตัวอย่างทางความคิดมา 3 ข้อ A: พรบ. ประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งทำให้คนไม่ต้องจ่ายประกันสุขภาพเอกชนราคาแพง จ่ายร่วม หรือไม่มีเงินรักษา …

ทำไมการยกเลิกหนี้การศึกษาถึงยุติธรรมกับทุกคน Read More »

ประชาธิปไตยสังคมนิยม ของชีวิตง่าย ๆ สไตล์ “ฮุกกะ”

ฮุกกะ (Hygge) ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบเดนมาร์กกลายเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในนามของการออกแบบบ้านที่มอบความรู้สึกอบอุ่น สุขสบาย และผ่อนคลายให้กับผู้อยู่อาศัย แต่ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงปลอดภัยทางจิตใจของความฮุกกะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่การกลิ่นหอมจากเทียนที่จุดเท่านั้น แต่เกิดขึ้นด้วย “ประชาธิปไตยสังคมนิยม (Social democracy)” ที่ทุนนิยมทั่วไปไม่สามารถให้ได้ . ในหนังสือเรื่อง The little book of Hygge: Danish Secret to Happy Living นักเขียน Meik Wiking เขียนไว้ว่า “ฮุกกะคือบรรยากาศและประสบการณ์ มากกว่าสิ่งของที่จับต้องได้ มันคือการได้อยู่กับคนที่เรารัก เป็นความรู้สึกเหมือน ‘บ้าน’ ความรู้สึกปลอดภัย กั้นออกจากโลกของความเป็นจริงและทำให้เราผ่อนคลายไร้กังวล” . คุณสามารถรู้สึกฮุกกะได้ทุกเวลา แต่สำหรับคนเดนนิชแล้วความรู้สึกนี้จะมาพร้อมกับเทศกาลคริสมาสต์อย่างขาดกันไม่ได้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ ฮูกกะลี่ (hyggelig มีความสุขและอบอุ่น ) เมื่อถามคนเดนนิชว่าอะไรที่ฮุกกะที่สุดบ้าง พวกเขาจะตอบแบบเรียงความสำคัญว่า เครื่องดื่มอุ่นๆ เทียนไข เตาผิง วันคริสมาสต์ บอร์ดเกม เพลง วันหยุด ของหวานและเค้กการทำอาหาร และหนังสือ 7 ใน …

ประชาธิปไตยสังคมนิยม ของชีวิตง่าย ๆ สไตล์ “ฮุกกะ” Read More »

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบไทย ๆ

ประเทศไทยจะเริ่มจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เมื่ออายุครบ 60 ปี โดยจะได้รับเงินต้อนรับวัยชราที่ 600 บาทต่อเดือน และได้จะรับเงินเพิ่ม 100 บาท ในทุก ๆ 10 ปี และถ้าใครที่สามารถใช้ชีวิตถึงอายุ 90 ปี รัฐจะเพิ่มเงินให้พิเศษเป็น 1,000 บาท/คน/เดือน นั้นหมายความว่าคุณจะต้องใช้ชีวิตอีก 30 ปี เพื่อจะได้เงินจากรัฐเพิ่มขึ้นอีก 400 บาท กล่าวคือ 10 ปีแรกของวัยสูงอายุคุณจะได้เบี้ยยังชีพปีละ 7,200 บาท หรือมากที่สุดตอนอายุ 90 ปี คือ 12,000 บาทต่อปีเท่านั้น ในขณะที่ประเทศรัฐสวัสดิการ เช่น นอร์เวย์จะให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขั้นต่ำ 45,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่สวีเดนให้เบี้ยยังชีพสูงสุดอยู่ 130,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้ผู้สูงอายุนำเงินเหล่านี้ไปใช้หาความสุขแก่ชีวิตหลังจากที่ได้ผ่านการเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ จากจำนวนเงินเมื่อนำไปเทียบกับเส้นความยากจน ซึ่งจำนวนเงินที่ผู้สูงอายุของไทยได้รับนั้นน้อยกว่าเส้นความยากจนอยู่ที่ 4-5 เท่าตัว (จนของจนของจน) ได้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐไทยไม่ได้ดูแลเพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นอยู่ได้อย่างมี “คุณภาพชีวิตที่ดี” แต่มอบเงินเพียงคิดว่า “แค่ให้พออยู่ได้” …

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบไทย ๆ Read More »

ถ้าเรามีความรักในรัฐสวัสดิการ ความรักของเราจะมีหน้าตาเป็นยังไงนะ?

อาจจะกล่าวได้ว่าความรักเป็นเรื่องระหว่างของคู่รัก พ่อแม่ หรือคนรักกันไม่ว่าจะสถานะใด ๆ ก็ตาม แต่เรื่องของความรักก็ไม่ได้ถูกตัดขาดจากปัจจัยทางสังคมเสียทีเดียว อีกทั้งโครงสร้างสังคมกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการกำหนดหน้าตาของความรักของคนในสังคมหนึ่ง ๆ อีกด้วย ในสังคมที่ไร้ความอบอุ่น ความรักก็จะเป็นเครื่องมือสร้างความอบอุ่น ในสังคมที่ผู้คนไม่มีความมั่นคงในชีวิต ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความรักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาความมั่นคงให้ชีวิต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การรักใครสักคนจะต้องพิจารณาถึงการศึกษา ชาติตระกูล หรือในสังคมที่ไร้สวัสดิการผู้สูงอายุที่ดี พ่อแม่ จะส่งลูกเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด กวดขัน สร้างความกดดันเพื่อให้ลูกมีอนาคตที่ดี เพราะวันหนึ่งเมื่อวัยชรามาถึง ลูกหลานจะได้ตอบแทนความรักที่มอบไป ด้วยการดูแลพวกเขาในช่วงบั้นปลายของชีวิต อาจกล่าวได้ว่าความรักคือการลงทุน เมื่อให้ใครไปแล้วจะต้องได้รับผลตอบแทนกลับมาที่คุ้มค่า ในขณะที่ในรัฐสวัสดิการ สังคมที่มีความปลอดภัยในชีวิตสูงจากการดูแลของรัฐ สังคมที่เด็กคนหนึ่งเกิดมาก็จะไม่ถูกมองว่าภาระของครอบครัวที่เพิ่มขึ้น สังคมที่เด็กทุกคนสามารถเรียนฟรีได้อย่างมีคุณภาพในระดับที่เท่าเทียมกัน สังคมที่เมื่อคน ๆ หนึ่งตกงาน มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร สังคมที่ผู้สูงอายุมีเงินบำนาญเพียงพอที่จะใช้ชีวิตในวัยชราอย่างมีคุณภาพ สังคมที่มีความเลื่อมล้ำน้อยที่สุด ในสังคมแบบนี้การที่คุณจะรักใครสักคน คุณจะไม่ต้องคำนึงถึงเรื่อง การศึกษา ฐานะ ชาติตระกูล แต่ “ความรักใช้หัวใจเป็นหลัก ใช้หัวใจมากขึ้น เลือกคนที่เข้ากับคุณได้มากสุด อยู่ด้วยแล้วดีต่อใจที่สุด เป็นความรักที่บริสุทธิ์มากขึ้น” เพราะคุณไม่ได้มองหรือหวังว่ารักที่คุณมอบไปให้คนรักของคุณมันต้องสร้างผลกำไรหรือผลตอบแทนอะไรให้คุณ เพราะรัฐได้ทำหน้าที่ดังกล่าวให้แล้ว เมื่อความรักที่มีให้กันได้มาถึงจุดอิ่มตัว การเลิกลา หย่าร้างกัน มันไม่ได้หมายความถึงความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะเป็นสังคมมีความเท่าเทียมสูงในทุก …

ถ้าเรามีความรักในรัฐสวัสดิการ ความรักของเราจะมีหน้าตาเป็นยังไงนะ? Read More »

ประเทศรัฐสวัสดิการไม่เพียงแต่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ต่ำ หากว่ายังลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศได้อีกด้วย

จากการสำรวจและเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มประเทศ OECD กับกลุ่มประเทศนอร์ดิก เกี่ยวกับ“ช่องว่างระหว่างเพศของการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ในช่วงอายุ 15-64 ปี ” ปรากฏว่ากลุ่มประเทศนอร์ดิกซึ่งเป็นประเทศรัฐสวัสดิการมีอัตราช่องว่าอยู่ที่ 3.0 – 6.3 ถือว่ามีช่องว่าของการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานระหว่างเพศที่ต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศ OECD ซึ่งมีอัตราช่องว่างอยู่7.6 – 20.0จากการสำรวจดังกล่าวประเทศนอร์ดิก ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศรัฐสวัสดิการ ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีการจัดการช่องว่างระหว่างเพศของการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานอยู่ในระดับที่ดีทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มประเทศ OECD มีเพียงสองประเทศเท่านั้นที่จัดอยู่ในระดับเดียวกันคือ แคนดา และฝรั่งเศษ โดยที่ทั้งสองประเทศก็เป็นประเทศที่ได้จัดให้มีระบบสวัสดิการที่ดี ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าการที่มีระบบสวัสดิการที่ดี ระบบสวัสดิการที่ถ้วนหน้า จะไม่ทำผู้คนถูกกำหนดโดยลักษณะที่ติดตัวมาโดยกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ ภาษา สีผิว หน้าตา หรือแม่กระทั้งการมี“มดลูก” ในขณะเดียวกันผลสำรวจก็ได้ชี้ให้เห็นว่า ช่องว่างระหว่างเพศในการจ้างงานในช่วงอายุ 15-64, ช่องว่างระหว่างเพศในการจ้างงานของคนที่มีการศึกษาต่ำและสูง, เวลาการทำงาน, ช่องว่างรายได้ กลุ่มประเทศนอร์ดิกและประเทศรัฐสวัสดิการก็มีระบบการจัดการอยู่ในระดับที่ดีเช่นกัน . ขอบคุณข้อมูลจาก 2018, Is the last Mile the Longest? Economic gains from gender equality …

ประเทศรัฐสวัสดิการไม่เพียงแต่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ต่ำ หากว่ายังลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศได้อีกด้วย Read More »

“เมื่อการกระทำของบุคคลถูกมองว่าเป็นพลพวงจากโครงสร้างสังคม การปฏิบัติต่อนักโทษจึงแตกต่างกัน”

หากจะบอกได้ว่าประเทศใดให้ความสำคัญประชาชนพลเมืองมากเท่าไร คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีระดับใด หรือผู้คนในประเทศนั้น ๆ มีหลักประกันในสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตมากเพียงไหน คงไม่อาจอาศัยเพียงมาตรวัดจากความอยู่ดีกินดีของชนชั้นนำชนชั้นปกครองของประเทศนั้นได้ หากแต่ให้ลองชี้ชวนกันดูว่าคนที่ต้องเผชิญความยากลำบากหรือคนระดับล่างสุดในประเทศนั้นมีคุณภาพชีวิตอย่างไร “คนคุก” อาจเป็นคำที่ให้ความรู้สึกรุนแรงในบริบทการรับรู้ของคนไทย การตีตราที่ผูกติดกับทัศนะพื้นฐานของการแก้แค้นเอาคืนอย่างสาสมกับโทษานุโทษ ซึ่งก็คงปฏิเสธได้ยากหากจะบอกว่าคนที่ถูกจองจำนี้เองก็เป็นคนที่ต้องเผชิญการกักขังลงโทษและจัดให้เป็นคนระดับล่างสุดตามแบบฉบับเมืองไทยเมืองศีลธรรม และยังไม่สามารถก้าวล้ำไปสู่หลักคิดเกี่ยวกับการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรม การแก้ไขปัญหาจิตใจระดับบุคคล หรือปัญหาที่เป็นผลมาจากโครงสร้างทางสังคมที่บิดเบี้ยวได้ ในขณะที่ “คุก” ในประเทศที่ร่ำรวยด้วยคุณภาพชีวิตผ่านการมีรัฐสวัสดิการอย่างกลุ่มประเทศนอร์ดิก อาจเปลี่ยนความเข้าใจของคำว่าคุกในความคุ้นเคยของเราทั้งหลายไปได้มากทีเดียว เมื่อหลักการพื้นฐานของการจองจำไม่ได้มีไว้เพื่อการลงทัณฑ์ทรมานหรือผลิตซ้ำความเจ็บปวดแก่เพื่อนมนุษย์ที่อาจกระทำความผิดด้วยเหตุนาประการ หากแต่ตั้งอยู่บนฐานของความเข้าอกเข้าใจความรู้สึกและสามารถมองเห็นปัญหาที่แท้จริงว่าการกระทำนั้นเป็นผลพวงมาจากสังคม จึงนำไปสู่ระบบการคุมขังที่มีไว้เพื่อบำบัดฟื้นฟูคืนความเป็นมนุษย์แก่ชาวนอร์ดิก ทั้งที่ในอดีตเรือนจำในกลุ่มประเทศเหล่านี้ล้วนไม่ต่างจากประเทศของเราเลย การปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติกรรมของนักโทษเพื่อให้เป็น “เพื่อนบ้านที่ดี” ของสังคมแทน พร้อมปรับเปลี่ยนจากผู้คุมที่มีหน้าที่ลงโทษเป็น “ผู้ดูแล” ซึ่งเป็นทั้งผู้ให้คำปรึกษาชี้แนะและแบบอย่างที่ดี ส่งผลให้ให้จำนวนผู้กระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษในระยะเวลา 2 ปี ของกลุ่มประเทศนอร์ดิก ลดงลงเหลือเพียง 20 % เท่านั้น ส่วนผู้กระทำผิดลดเหลือเพียง 25 % จากกว่า 70 % ซึ่งต่ำสุดในกลุ่มประเทศยุโรป นอกจากนี้ คุณภาพภายในคุกของประเทศกลุ่มนอร์ดิก ยังแวดล้อมไปด้วยสวัสดิการที่มีทั้ง ห้องส่วนตัว สนามกีฬา ห้องซ้อมดนตรี สตูดิโอ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ รวมถึงการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ช่วยลดความตึงเครียดของผู้ต้องขัง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการลงโทษอาชญากรของกลุ่มประเทศนอร์ดิกนั้นเพียงแค่ต้องการจำกัดเสรีภาพบางประการเท่านั้น แต่สิทธิอื่น …

“เมื่อการกระทำของบุคคลถูกมองว่าเป็นพลพวงจากโครงสร้างสังคม การปฏิบัติต่อนักโทษจึงแตกต่างกัน” Read More »