welfarestateandjustice@gmail.com

ประชาธิปไตยสังคมนิยม ของชีวิตง่าย ๆ สไตล์ “ฮุกกะ”

ฮุกกะ (Hygge) ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบเดนมาร์กกลายเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในนามของการออกแบบบ้านที่มอบความรู้สึกอบอุ่น สุขสบาย และผ่อนคลายให้กับผู้อยู่อาศัย แต่ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงปลอดภัยทางจิตใจของความฮุกกะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่การกลิ่นหอมจากเทียนที่จุดเท่านั้น แต่เกิดขึ้นด้วย “ประชาธิปไตยสังคมนิยม (Social democracy)” ที่ทุนนิยมทั่วไปไม่สามารถให้ได้ . ในหนังสือเรื่อง The little book of Hygge: Danish Secret to Happy Living นักเขียน Meik Wiking เขียนไว้ว่า “ฮุกกะคือบรรยากาศและประสบการณ์ มากกว่าสิ่งของที่จับต้องได้ มันคือการได้อยู่กับคนที่เรารัก เป็นความรู้สึกเหมือน ‘บ้าน’ ความรู้สึกปลอดภัย กั้นออกจากโลกของความเป็นจริงและทำให้เราผ่อนคลายไร้กังวล” . คุณสามารถรู้สึกฮุกกะได้ทุกเวลา แต่สำหรับคนเดนนิชแล้วความรู้สึกนี้จะมาพร้อมกับเทศกาลคริสมาสต์อย่างขาดกันไม่ได้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ ฮูกกะลี่ (hyggelig มีความสุขและอบอุ่น ) เมื่อถามคนเดนนิชว่าอะไรที่ฮุกกะที่สุดบ้าง พวกเขาจะตอบแบบเรียงความสำคัญว่า เครื่องดื่มอุ่นๆ เทียนไข เตาผิง วันคริสมาสต์ บอร์ดเกม เพลง วันหยุด ของหวานและเค้กการทำอาหาร และหนังสือ 7 ใน …

ประชาธิปไตยสังคมนิยม ของชีวิตง่าย ๆ สไตล์ “ฮุกกะ” Read More »

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบไทย ๆ

ประเทศไทยจะเริ่มจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เมื่ออายุครบ 60 ปี โดยจะได้รับเงินต้อนรับวัยชราที่ 600 บาทต่อเดือน และได้จะรับเงินเพิ่ม 100 บาท ในทุก ๆ 10 ปี และถ้าใครที่สามารถใช้ชีวิตถึงอายุ 90 ปี รัฐจะเพิ่มเงินให้พิเศษเป็น 1,000 บาท/คน/เดือน นั้นหมายความว่าคุณจะต้องใช้ชีวิตอีก 30 ปี เพื่อจะได้เงินจากรัฐเพิ่มขึ้นอีก 400 บาท กล่าวคือ 10 ปีแรกของวัยสูงอายุคุณจะได้เบี้ยยังชีพปีละ 7,200 บาท หรือมากที่สุดตอนอายุ 90 ปี คือ 12,000 บาทต่อปีเท่านั้น ในขณะที่ประเทศรัฐสวัสดิการ เช่น นอร์เวย์จะให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขั้นต่ำ 45,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่สวีเดนให้เบี้ยยังชีพสูงสุดอยู่ 130,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้ผู้สูงอายุนำเงินเหล่านี้ไปใช้หาความสุขแก่ชีวิตหลังจากที่ได้ผ่านการเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ จากจำนวนเงินเมื่อนำไปเทียบกับเส้นความยากจน ซึ่งจำนวนเงินที่ผู้สูงอายุของไทยได้รับนั้นน้อยกว่าเส้นความยากจนอยู่ที่ 4-5 เท่าตัว (จนของจนของจน) ได้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐไทยไม่ได้ดูแลเพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นอยู่ได้อย่างมี “คุณภาพชีวิตที่ดี” แต่มอบเงินเพียงคิดว่า “แค่ให้พออยู่ได้” …

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบไทย ๆ Read More »

ถ้าเรามีความรักในรัฐสวัสดิการ ความรักของเราจะมีหน้าตาเป็นยังไงนะ?

อาจจะกล่าวได้ว่าความรักเป็นเรื่องระหว่างของคู่รัก พ่อแม่ หรือคนรักกันไม่ว่าจะสถานะใด ๆ ก็ตาม แต่เรื่องของความรักก็ไม่ได้ถูกตัดขาดจากปัจจัยทางสังคมเสียทีเดียว อีกทั้งโครงสร้างสังคมกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการกำหนดหน้าตาของความรักของคนในสังคมหนึ่ง ๆ อีกด้วย ในสังคมที่ไร้ความอบอุ่น ความรักก็จะเป็นเครื่องมือสร้างความอบอุ่น ในสังคมที่ผู้คนไม่มีความมั่นคงในชีวิต ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความรักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาความมั่นคงให้ชีวิต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การรักใครสักคนจะต้องพิจารณาถึงการศึกษา ชาติตระกูล หรือในสังคมที่ไร้สวัสดิการผู้สูงอายุที่ดี พ่อแม่ จะส่งลูกเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด กวดขัน สร้างความกดดันเพื่อให้ลูกมีอนาคตที่ดี เพราะวันหนึ่งเมื่อวัยชรามาถึง ลูกหลานจะได้ตอบแทนความรักที่มอบไป ด้วยการดูแลพวกเขาในช่วงบั้นปลายของชีวิต อาจกล่าวได้ว่าความรักคือการลงทุน เมื่อให้ใครไปแล้วจะต้องได้รับผลตอบแทนกลับมาที่คุ้มค่า ในขณะที่ในรัฐสวัสดิการ สังคมที่มีความปลอดภัยในชีวิตสูงจากการดูแลของรัฐ สังคมที่เด็กคนหนึ่งเกิดมาก็จะไม่ถูกมองว่าภาระของครอบครัวที่เพิ่มขึ้น สังคมที่เด็กทุกคนสามารถเรียนฟรีได้อย่างมีคุณภาพในระดับที่เท่าเทียมกัน สังคมที่เมื่อคน ๆ หนึ่งตกงาน มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร สังคมที่ผู้สูงอายุมีเงินบำนาญเพียงพอที่จะใช้ชีวิตในวัยชราอย่างมีคุณภาพ สังคมที่มีความเลื่อมล้ำน้อยที่สุด ในสังคมแบบนี้การที่คุณจะรักใครสักคน คุณจะไม่ต้องคำนึงถึงเรื่อง การศึกษา ฐานะ ชาติตระกูล แต่ “ความรักใช้หัวใจเป็นหลัก ใช้หัวใจมากขึ้น เลือกคนที่เข้ากับคุณได้มากสุด อยู่ด้วยแล้วดีต่อใจที่สุด เป็นความรักที่บริสุทธิ์มากขึ้น” เพราะคุณไม่ได้มองหรือหวังว่ารักที่คุณมอบไปให้คนรักของคุณมันต้องสร้างผลกำไรหรือผลตอบแทนอะไรให้คุณ เพราะรัฐได้ทำหน้าที่ดังกล่าวให้แล้ว เมื่อความรักที่มีให้กันได้มาถึงจุดอิ่มตัว การเลิกลา หย่าร้างกัน มันไม่ได้หมายความถึงความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะเป็นสังคมมีความเท่าเทียมสูงในทุก …

ถ้าเรามีความรักในรัฐสวัสดิการ ความรักของเราจะมีหน้าตาเป็นยังไงนะ? Read More »

ประเทศรัฐสวัสดิการไม่เพียงแต่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ต่ำ หากว่ายังลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศได้อีกด้วย

จากการสำรวจและเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มประเทศ OECD กับกลุ่มประเทศนอร์ดิก เกี่ยวกับ“ช่องว่างระหว่างเพศของการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ในช่วงอายุ 15-64 ปี ” ปรากฏว่ากลุ่มประเทศนอร์ดิกซึ่งเป็นประเทศรัฐสวัสดิการมีอัตราช่องว่าอยู่ที่ 3.0 – 6.3 ถือว่ามีช่องว่าของการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานระหว่างเพศที่ต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศ OECD ซึ่งมีอัตราช่องว่างอยู่7.6 – 20.0จากการสำรวจดังกล่าวประเทศนอร์ดิก ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศรัฐสวัสดิการ ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีการจัดการช่องว่างระหว่างเพศของการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานอยู่ในระดับที่ดีทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มประเทศ OECD มีเพียงสองประเทศเท่านั้นที่จัดอยู่ในระดับเดียวกันคือ แคนดา และฝรั่งเศษ โดยที่ทั้งสองประเทศก็เป็นประเทศที่ได้จัดให้มีระบบสวัสดิการที่ดี ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าการที่มีระบบสวัสดิการที่ดี ระบบสวัสดิการที่ถ้วนหน้า จะไม่ทำผู้คนถูกกำหนดโดยลักษณะที่ติดตัวมาโดยกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ ภาษา สีผิว หน้าตา หรือแม่กระทั้งการมี“มดลูก” ในขณะเดียวกันผลสำรวจก็ได้ชี้ให้เห็นว่า ช่องว่างระหว่างเพศในการจ้างงานในช่วงอายุ 15-64, ช่องว่างระหว่างเพศในการจ้างงานของคนที่มีการศึกษาต่ำและสูง, เวลาการทำงาน, ช่องว่างรายได้ กลุ่มประเทศนอร์ดิกและประเทศรัฐสวัสดิการก็มีระบบการจัดการอยู่ในระดับที่ดีเช่นกัน . ขอบคุณข้อมูลจาก 2018, Is the last Mile the Longest? Economic gains from gender equality …

ประเทศรัฐสวัสดิการไม่เพียงแต่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ต่ำ หากว่ายังลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศได้อีกด้วย Read More »

“เมื่อการกระทำของบุคคลถูกมองว่าเป็นพลพวงจากโครงสร้างสังคม การปฏิบัติต่อนักโทษจึงแตกต่างกัน”

หากจะบอกได้ว่าประเทศใดให้ความสำคัญประชาชนพลเมืองมากเท่าไร คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีระดับใด หรือผู้คนในประเทศนั้น ๆ มีหลักประกันในสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตมากเพียงไหน คงไม่อาจอาศัยเพียงมาตรวัดจากความอยู่ดีกินดีของชนชั้นนำชนชั้นปกครองของประเทศนั้นได้ หากแต่ให้ลองชี้ชวนกันดูว่าคนที่ต้องเผชิญความยากลำบากหรือคนระดับล่างสุดในประเทศนั้นมีคุณภาพชีวิตอย่างไร “คนคุก” อาจเป็นคำที่ให้ความรู้สึกรุนแรงในบริบทการรับรู้ของคนไทย การตีตราที่ผูกติดกับทัศนะพื้นฐานของการแก้แค้นเอาคืนอย่างสาสมกับโทษานุโทษ ซึ่งก็คงปฏิเสธได้ยากหากจะบอกว่าคนที่ถูกจองจำนี้เองก็เป็นคนที่ต้องเผชิญการกักขังลงโทษและจัดให้เป็นคนระดับล่างสุดตามแบบฉบับเมืองไทยเมืองศีลธรรม และยังไม่สามารถก้าวล้ำไปสู่หลักคิดเกี่ยวกับการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรม การแก้ไขปัญหาจิตใจระดับบุคคล หรือปัญหาที่เป็นผลมาจากโครงสร้างทางสังคมที่บิดเบี้ยวได้ ในขณะที่ “คุก” ในประเทศที่ร่ำรวยด้วยคุณภาพชีวิตผ่านการมีรัฐสวัสดิการอย่างกลุ่มประเทศนอร์ดิก อาจเปลี่ยนความเข้าใจของคำว่าคุกในความคุ้นเคยของเราทั้งหลายไปได้มากทีเดียว เมื่อหลักการพื้นฐานของการจองจำไม่ได้มีไว้เพื่อการลงทัณฑ์ทรมานหรือผลิตซ้ำความเจ็บปวดแก่เพื่อนมนุษย์ที่อาจกระทำความผิดด้วยเหตุนาประการ หากแต่ตั้งอยู่บนฐานของความเข้าอกเข้าใจความรู้สึกและสามารถมองเห็นปัญหาที่แท้จริงว่าการกระทำนั้นเป็นผลพวงมาจากสังคม จึงนำไปสู่ระบบการคุมขังที่มีไว้เพื่อบำบัดฟื้นฟูคืนความเป็นมนุษย์แก่ชาวนอร์ดิก ทั้งที่ในอดีตเรือนจำในกลุ่มประเทศเหล่านี้ล้วนไม่ต่างจากประเทศของเราเลย การปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติกรรมของนักโทษเพื่อให้เป็น “เพื่อนบ้านที่ดี” ของสังคมแทน พร้อมปรับเปลี่ยนจากผู้คุมที่มีหน้าที่ลงโทษเป็น “ผู้ดูแล” ซึ่งเป็นทั้งผู้ให้คำปรึกษาชี้แนะและแบบอย่างที่ดี ส่งผลให้ให้จำนวนผู้กระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษในระยะเวลา 2 ปี ของกลุ่มประเทศนอร์ดิก ลดงลงเหลือเพียง 20 % เท่านั้น ส่วนผู้กระทำผิดลดเหลือเพียง 25 % จากกว่า 70 % ซึ่งต่ำสุดในกลุ่มประเทศยุโรป นอกจากนี้ คุณภาพภายในคุกของประเทศกลุ่มนอร์ดิก ยังแวดล้อมไปด้วยสวัสดิการที่มีทั้ง ห้องส่วนตัว สนามกีฬา ห้องซ้อมดนตรี สตูดิโอ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ รวมถึงการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ช่วยลดความตึงเครียดของผู้ต้องขัง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการลงโทษอาชญากรของกลุ่มประเทศนอร์ดิกนั้นเพียงแค่ต้องการจำกัดเสรีภาพบางประการเท่านั้น แต่สิทธิอื่น …

“เมื่อการกระทำของบุคคลถูกมองว่าเป็นพลพวงจากโครงสร้างสังคม การปฏิบัติต่อนักโทษจึงแตกต่างกัน” Read More »

ทางรอดในยุค Technology disruption คือการร่วมกันสร้างรัฐสวัสดิการ

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคของ Technology Disruption ยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ แทบจะทุกสัปดาห์และทุกเดือน สิ่งเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในชีวิตเราอย่างมาก ในแง่ของการอำนวยความสะดวกและการทำให้โลกของเราที่เคยเล็กนั้นขยายใหญ่ขึ้น เชื่อมต่อกันมากขึ้น ในอดีตการทำธุรกรรมทางการเงินเราอาจจะต้องนั่งรถสองแถวเข้าตัวเมืองไปยังธนาคารต่อคิวรอพักใหญ่ ๆ แต่ทุกวันนี้ตามที่ทุกคนทราบและอยู่กับมัน Mobile banking ถึงแม้อยู่บนเตียงก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้แล้ว หรือการเข้ามาของ Fackebook, Youtube และอื่น ๆ ก็พากันเปลี่ยนโลกและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง พาเราไปไกลและมีทางเลือกที่มากกว่าช่องน้อยสี ช่องมากสี ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า “Technology Disruption” มาถึงจุดนี้เราคงรู้สึกว่าการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีต่าง ๆ มันก็ดีนะ สะดวกสบายดี แต่อีกมุมหนึ่งของมันปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันไม่ได้เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีที่เป็นวัตถุเท่านั้น แต่ “มันเข้ามาแทนที่กำลังแรงงานคนด้วย” โดยมีบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ว่าในอนาคตอาชีพจำนวนมากจะสูญหายไปหรือลดอัตราการจ้างในตำแหน่งนั้น ๆ ซึ่งในปัจจุบันมันเริ่มเกิดขึ้นแล้ว เช่น พนักงานธนาคาร, พนักงานรับจ่ายเงิน (Cashier), ผู้ประกอบการสื่อสิ่งพิมพ์ หรือแม้กระทั้งผู้ตัดสินกีฬาเองก็ถูกเทคโนโลยีเข้ามาแย่งงานเช่นกัน เราจะเห็นได้จากการเริ่มนำเทคโนโลยี VAR มาช่วยในการตัดสินใน FIFA กล่าวสั้น ๆ ได้ว่า “เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาแย่งงานมนุษย์เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว” เทคโนโลยีเข้ามาแย่งงานมนุษย์ จำนวนงานน้อยลง ผู้คนตกงานมากขึ้น …

ทางรอดในยุค Technology disruption คือการร่วมกันสร้างรัฐสวัสดิการ Read More »

“สังคมเหลื่อมล้ำ เกิดจากโครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยว ประชาชนต้องถามหาความรับผิดชอบจากรัฐ”

ในช่วงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเชื่อว่าใครหลายคนคงได้อ่านข่าวเกี่ยวกับนักเรียนหญิงคนหนึ่งสอบติดแพทย์ ทว่าไม่มีเงินเรียน จึงเปิดรับบริจาค ต่อมาได้มีการออกมาให้ข้อมูลว่าน้องคนนี้จนไม่จริง เพราะเจ้าตัวดัดฟัน มี Ipad ใช้ ที่บ้านมีการติดตั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ต และมีน้ำหอม Dior ใช้ ซึ่งทางผู้เขียนคงไม่ขอเข้าไปถกเถียงว่าใครจนจริงหรือจนไม่จริง และวัตถุเหล่านี้ก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดฐานะของคนได้อย่างสมบูรณ์ กรณีนี้ฉายภาพให้ได้เห็นอะไรในสังคมไทย? สิ่งหนึ่งที่มันได้สะท้อนออกมาคือ “ไม่ว่าผลสรุปแล้วนักเรียนคนนี้จะจนจริงหรือไม่จริง แต่คนไทยเชื่อว่ามีคนจนอยู่ในสังคมจริง ๆ คนไทยเชื่อว่ามีนักเรียนที่อยากเรียนหนังสือแต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพออยู่ในประเทศนี้จริง และคนไทยเชื่อว่านักเรียนคนหนึ่งหากมีความตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะศึกษาเรียนรู้ เขาควรได้รับการศึกษา เพื่อตัวเขาเองและเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ” จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์การโอนเงินเพื่อช่วยเหลือนักเรียนคนนี้ถึง 2.7 ล้านบาท นี่ไม่ใช่กรณีแรกสำหรับการโอนเงินสนับสนุนการศึกษาในหมู่ประชาชนด้วยกัน และก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายสำหรับรัฐบาลนี้ แต่ถ้าเราลองจินตนาการว่าเราเป็นประชาชนคนหนึ่งที่อยู่ในประเทศรัฐสวัสดิการ เป็นประเทศที่นักเรียน “ทุกคน”เข้าถึงการศึกษา รัฐบาลจัดให้มีการเรียนฟรี จนไปถึงการมีเงินเดือนให้ ในสังคมแบบนี้การที่คน ๆ หนึ่งจะออกมาขอรับบริจาคโดยอ้างว่า “หนูไม่มีเงินเรียนหนังสือ” ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่คงไม่มีใครโอนเงินให้แน่นอน เพราะคงจิตนาการไม่ออกว่า การที่นักเรียนคนหนึ่งไม่มีเงินเรียนหนังสือในบริบทที่รัฐสนับสนุนทุกอย่างที่เกี่ยวกับการศึกษาเป็นอย่างไร หรือถ้าเป็นจริง คนที่จะต้องออกมาตอบคำถามในกรณีที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่นักเรียนคนนั้น แต่เป็นรัฐบาลที่จะต้องเป็นจำเลยของสังคม ลองถามใจเราว่าเราดูว่าเราอยากอยู่ในสังคมแบบไหน? สังคมที่ความเหลื่อมล้ำอยู่ ประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง ตรวจสอบกันเอง ต้องยืนยันความจน เพื่อทำสังคมเห็นใจและกับการได้เข้าถึงการศึกษา หรือสังคมที่มองการศึกษาเป็นสิทธิ ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ เพียงพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคน ๆ …

“สังคมเหลื่อมล้ำ เกิดจากโครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยว ประชาชนต้องถามหาความรับผิดชอบจากรัฐ” Read More »

ส่องอาชีพ “Sex Worker” ผู้ค้าบริการทางเพศ แรงงานที่กฎหมายไม่นิยาม และสวัสดิการที่เข้าไม่ถึง

“Sex Worker” ผู้ค้าบริการทางเพศ แรงงานตัวเล็กตัวน้อยที่ขับเคลื่อนรากฐานของเศรษฐกิจในไทยคิดเป็นตัวเลขกลม ๆ อาจเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามากถึงปีละ 200,000 ล้านบาท แต่อาชีพนี้กลับต้องหลบๆซ่อนๆจากกฎหมายและศีลธรรมอันดีงามของประเทศนี้ ทั้ง ๆ ที่เรามีวัดที่ทำปลัดขิกออกมาให้เช่าบูชา เรามีวรรณคดีไทยที่เปิดเผย “บทมหัศจรรย์” อันโจ่งแจ้งพิสดาร แม้แต่ในพุทธกาลก็ยังมีโสเภณีที่ออกบวชและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ในโลกปัจจุบันการค้าบริการเพศในไทยกลับไม่ถูกยอมรับว่าเป็นอาชีพถูกกฎหมาย ไม่นับเป็นแรงงาน หนำซ้ำยังถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ การค้าบริการทางเพศไม่ใช่อาชญากรรม แต่การไร้กฎหมายรองรับอาจทำให้ Sex Worker ต้องเจออาชญากร การถูกกีดกัดจากกฎหมายเป็นการเปิดช่องทางให้ Sex Worker ไร้ความคุ้มครอง ไร้สวัสดิการ ทางกฎหมายและแรงงาน ไร้ความคุ้มครอง ศูนย์วิจัยด้านความรุนแรงทางเพศ (Sexual Violence Research Initiative: SVRI) ได้สำรวจสถิติอัตราการเสียชีวิตจากการฆาตกรรมของ Sex Worker และพบว่าผู้หญิงกลุ่มมีอัตราการเสียชีวิตจากการฆาตกรรมสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปถึง 17 เท่า ร้อยละ 15 ของSex Worker ในประเทศไทยระบุว่าเคยถูกทำร้ายทางร่างกายหรือทางเพศ และจากผลสำรวจ Sex Worker ในเขตกรุงเทพมหานครและกลุ่มที่ให้บริการในสถานบริการทางเพศนั้นสูงถึงร้อยละ 20 และร้อยละ 29 …

ส่องอาชีพ “Sex Worker” ผู้ค้าบริการทางเพศ แรงงานที่กฎหมายไม่นิยาม และสวัสดิการที่เข้าไม่ถึง Read More »

ต้อง Queer แท้แค่ไหน สังคมไทยจึงจะยอมรับ?

แม้เดือน Pride จะถูกยกย่องประกาศ เฉลิมฉลองให้เกิดขึ้นในหลาย ๆ ที่บนโลก แต่ในบางประเทศ อย่างประเทศไทย เมื่อหมดเดือนมิถุนา ธงสายรุ้งถูกจัดเก็บเข้ากล่อง ก็เหมือนว่า สิทธิต่าง ๆ ของชาว LGBTQ ก็ถูกเก็บเข้ามุมอับตามไปด้วย ทั้งๆที่เวลาทั่วโลกเขา Pride ไทยเราก็ Pride กับเขาทุกปี เราเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าสวรรค์ของ LGBTQ กะเทยสวยและซีรีส์วายขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศยังคงถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอคติทางเพศ เราอาจมีผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมีชื่อเสียงเฉิดฉายอยู่บนพื้นที่สื่อแต่ในพื้นที่แห่งความเป็นจริง พื้นที่ในสังคมที่ผู้หลากหลายทางเพศเป็นมนุษย์โดยไม่ต้องอาศัยความตลก เก่ง หรืออภิสิทธิ์อื่นใด พวกเรายังคงถูกเลือกปฏิบัติและถูกบีบให้ยอมรับว่าบนโลกนี้อาจมีแค่ชาย-หญิง ที่กำหนดความเป็นไปของโลกและหากคุณอยากจะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของโลกคุณอาจต้องลุกขึ้นมา “เควียร์” ให้โลกมอง ต้องลุกขึ้นมา “เควียร์” เพื่อที่จะได้รับสวัสดิการ คำว่าเควียร์ถูกใช้ในแง่ลบมาก่อน ในศตวรรษที่ 19 เควียร์หมายถึง ‘แปลกประหลาด’ ถูกใช้เพื่ออธิบายกลุ่มรักร่วมเพศ ก่อนจะถูกกลุ่มผู้สนับสนุน LGBT หยิบมาใช้เพื่ออธิบายถึงความภาคภูมิใจใน อัตลักษณ์ของตัวเองที่ไม่ตกอยู่ภายใต้ร่มของเพศวิถีใด “ เควียร์” ยังใช้เพื่อแสดงว่าเรื่องเพศและเพศสภาพอาจซับซ้อน เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และอาจไม่เข้ากับอัตลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง/หรือตัวตนใดตัวตนนั้น การมีอยู่ของเควียร์เป็นขบถต่อระบบการคิดแบบ Binary หรือทวิลักษณ์ ที่มุ่งจับคู่ความสูง-ต่ำ …

ต้อง Queer แท้แค่ไหน สังคมไทยจึงจะยอมรับ? Read More »

กลุ่มแรงงานเสี่ยง (Precariat)

กลุ่มแรงงานเสี่ยง (Precariat) ผู้แบกรับความเสี่ยงในชีวิตในสังคมไร้รัฐสวัสดิการ   คำว่าแรงงานเสี่ยง-Precariat แม้จะถูกใช้กว้างขวางในทางนโยบายและวิชาการมากว่าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังถูกพูดน้อยในสังคมไทย ซึ่งเราอาจคุ้นกับคำว่า “แรงงานนอกระบบ” “แรงงานอิสระ” ฯลฯ แต่ก็เป็นคำที่ไม่ได้ฉายภาพ “แรงงานเสี่ยง”Precariat ที่ครอบคลุม ซึ่งหากสรุปแบบสั้นๆคือ “ชนชั้นที่แบกรับความเสี่ยงแทนชนชั้นนายทุน” ขยายได้ว่า กลุ่มคนที่ทำงานหนักไม่มีการคุ้มครอง ไร้อำนาจต่อรอง เวลาการทำงานไม่แน่นอน และทำงานเพื่อให้คนอื่นรวยและมีอำนาจมากขึ้น ชนชั้นนำก็พยายามทำให้คนในระบบเป็น Precariat มากขึ้น เพราะอำนาจต่อรองต่ำ ไม่มีการเรียกร้อง และถูกทำให้ปลอดการเมืองเพราะทำงานหนักส่งเสียงไม่ได้   โดยนิยามจากหนังสือชื่อ General Theory of the Precariat: Great Recession, Revolution, Reaction. โดย Alex Foti แบ่งแรงงานกลุ่มนี้ออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่   1. กลุ่มแรงงานสร้างสรรค์ (Creative Class) เช่น ศิลปิน, นักเขียนโค้ด, นักสร้างสรรค์, ดีไซน์เนอร์, และอื่น, …

กลุ่มแรงงานเสี่ยง (Precariat) Read More »