เสียงจากการฝึกงานของนักศึกษา The Internshit: ค่าจ้างยังไม่ได้…ซ้ำยังต้องจ่ายค่าหน่วยกิต

การฝึกงานของนักศึกษา 

The Internshit: ค่าจ้างยังไม่ได้…ซ้ำยังต้องจ่ายค่าหน่วยกิต

วันที่ 13 มิถุนายน 2564 

 

ประเด็นเรื่องค่าตอบแทนของนักศึกษาฝึกงานยังเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในห้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์การฝึกงานของนักศึกษา ภายใต้หัวข้อ “The Internshit: ค่าจ้างยังไม่ได้…ซ้ำยังต้องจ่ายค่าหน่วยกิต” ทางคลับเฮ้าส์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา อาจารย์เคท ครั้งพิบูลย์ ได้ให้ความคิดเห็นว่า “ความจำเป็นของค่าตอบแทนหรือค่าจ้างแก่นักศึกษาฝึกงานแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ หนึ่งค่าตอบแทนมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษาบางกลุ่มที่ต้องได้รับค่าตอบแทนเป็นตัวเงินเนื่องจากค่าครองชีพและต้นทุนที่พวกเขาจะต้องใช้สำหรับการไปฝึกงาน สองสำหรับนักศึกษาที่ฝึกทางวิชาชีพที่ต้องลงพื้นที่ฝึกงานจริงเพื่อประสบการณ์ตรง และสำหรับนักศึกษาบางกลุ่มที่มีความประสงค์ที่จะฝึกงานกับที่ที่พวกเขาต้องการไม่ว่าจะมีเงื่อนไขใด ๆ ก็ตามที่ต้องแลก ในประเด็นนี้สิ่งที่หายไปก็มักจะเป็นค่าตอบแทนและมากไปกว่านั้นสิ่งที่แย่ที่สุดที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายๆครั้งก็คือคำกล่าวที่ว่าถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่สิ่งที่พวกเขาได้รับก็คือประสบการณ์ ความรู้ soft skills และอื่น ๆ โดยที่หน่วยงานก็จะสามารถให้นักศึกษาฝึกงานมาประจำหน้าที่ที่ตนไม่อยากกระทำอย่างเช่นถ่ายเอกสาร เห็นได้ว่าทรัพยากรมนุษย์มีความสำคัญ ทางองค์กรต่าง ๆ ก็ควรที่จะต้องจัดสรรและส่งเสริมให้ได้รับประโยชน์ที่ครอบคลุมไปถึงนักศึกษาฝึกงานด้วย อย่างเช่น อุปกรณ์ โต๊ะส่วนตัว มุมกาแฟ ฯลฯ…แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลายๆมูลนิธิก็มีข้อจำกัด และการให้ค่าตอบแทนอาจจะเป็นไปไม่ได้” 

 

“ไม่มีการให้ค่าตอบแทนหรือสวัสดิการใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ให้นักศึกษาฝึกงานบอกทางลูกค้าว่าเป็นนักศึกษาฝึกงาน มีความอึดอัดใจที่ว่ามันไม่ใช่การถูกฝึก ถูกสอนทำงานแต่เป็นการสั่งงานอย่างเดียวเลย และงานที่ถูกสั่งคือเยอะมาก ความรู้สึกคือการโดนเอาเปรียบ” 

ในห้องสนทนาในวันนั้นได้มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยถึงประสบการณ์ตรงกับหลายๆท่าน ซึ่งนักศึกษาฝึกงานเอ (นามสมมุติ) ได้เล่าประสบการณ์ว่า “ฝึกงานที่องค์กรแห่งหนึ่งประสบการณ์ฝึกงานคือทางบริษัทไม่มีการให้ค่าตอบแทนหรือสวัสดิการใด ๆ ทั้งสิ้น เขาไม่ให้นักศึกษาฝึกงานบอกทางลูกค้าว่าเป็นนักศึกษาฝึกงาน แต่เป็น marketing assistance เลย มีความอึดอัดใจที่ว่ามันไม่ใช่การถูกฝึกถูกสอนทำงานแต่เป็นการสั่งงานอย่างเดียวเลยและงานที่ถูกสั่งคือเยอะมาก ถ้าเทียบกับเพื่อนๆที่ทำในองค์กรคล้ายกัน แต่หน้าที่นั้นมีสองถึงสามคนช่วยกันทำ ความรู้สึกคือการโดนเอาเปรียบ” 

อาจารย์เคท ครั้งพิบูลย์ ได้ให้ความเห็นว่า “ตรงนี้อาจจะเป็นด้วยเรื่องภาพลักษณ์ขององค์กร และการให้ฝึกอย่างเต็มที่ของภาคธุรกิจ ซึ่งถ้าได้รับการฝึกอย่างเต็มที่ในบทบาทของตำแหน่งนั่นๆ และ performance ดี และได้รับ award ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ในหลายๆครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นคือถ้ามีความผิดพลาด สิ่งที่เราจะได้รับตอบกลับก็คือนักศึกษาไม่ใช่คนในองค์กร แต่เป็นเด็กที่แค่มาฝึกงาน….ทั้งนี้ประสบการณ์ของนักศึกษาฝึกงานเอ ก็เป็นการยืนยันว่าการที่ให้ทางนักศึกษาปิดบังตำแหน่งที่แท้จริงของเขา ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน….และในขณะที่นักศึกษามีเวลาเท่ากัน ภาระงานอาจจะคล้ายๆกัน แต่ในขณะเดียวกัน บ้างก็ได้ค่าตอบแทน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่ไม่ได้ค่าตอบแทน” 

 

“ในสายงานวิทย์สุขภาพ หลายๆคนคิดว่าในเมื่อนักศึกษาฝึกงานไปขอให้เขาสอนงาน ขอให้เขาให้ความรู้ ในแง่นี้ผู้ที่ต้องได้รับค่าตอบแทนคือผู้ที่สอนสิ” 

มีผู้ร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงอีกท่านหนึ่ง คุณบี (นามสมมุติ) ได้กล่าวว่า “ในสายงานวิทย์สุขภาพ หลายๆคนคิดว่าในเมื่อนักศึกษาฝึกงานไปขอให้เขาสอนงาน ขอให้เขาให้ความรู้ ในแง่นี้ผู้ที่ต้องได้รับค่าตอบแทนคือผู้ที่สอนสิ เพราะสำหรับสายอาชีพนี้ สิ่งที่จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ที่ ไม่สามารถไปปฏิบัติงานต่อ(คนไข้)ได้ทันทีที่ฝึกงานเลย” ในกรณีการมาฝึกงานที่มองว่าเป็นการมาขอวิชา รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กล่าวว่า “จากประสบการณ์ส่วนตัวที่มีการสำรวจความเห็นของนักศึกษาฝึกงานพบว่า พวกเขาไม่ได้พัฒนาตัวเองเท่าที่ควรเมื่อองค์กรคิดว่าการฝึกงานคือการมาขอวิชา เพราะว่าองค์กรจะไม่ได้มีการวางแผนสำหรับการพัฒนาของนักศึกษาฝึกงานเท่าที่ควร และจบลงด้วยการที่นักศึกษาไปทำงาน routines ที่ไม่ได้มุ่งต่อการพัฒนาทักษะอะไรต่อนักศึกษา” ซึ่งรศ.ดร.ษัษฐรัมย์ได้นำข้อมูลพวกนี้มาใช้ออกแบบองค์กรของคณะก้าวหน้าแรงงาน ซึ่งมีประกาศให้มีการให้ค่าตอบแทนนักศึกษาฝึกงานอยู่ที่สองหมื่นบาทในระยะเวลาการฝึกสองเดือน “โมเดลนี้ใหม่มากที่มาจากสมมุติฐานที่คนในองค์กรเชื่อว่าทุกคนเสมอภาค ประสบการณ์อาจจะแตกต่างหลากหลายแต่ไม่ได้เหลื่อมล้ำ อีกทั้งเมื่อมีการจ่ายค่าตอบแทน คนในองค์กรมีการออกแบบให้นักศึกษาฝึกงานมีการพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ขององค์กร รวมไปถึงการเป็นธรรมต่าง ๆ อย่างเต็มที่….สำหรับตัวศูนย์วิจัยรัฐสวัสดิการเอง ที่เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และเป็นองค์กรที่มีงบประมาณจำกัด ซึ่งมีการลองเซทโมเดลตามแบบข้างต้น ปรากฏว่าผลที่ได้มันได้มากกว่าผล(ค่าตอบแทน)ที่เสียไป ไม่ได้มีอะไรที่สูญเปล่า ในทางตรงข้ามมันเป็นสิ่งที่คุ้มค่า” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์มองว่า “การให้ค่าตอบแทนแก่นักศึกษาฝึกงานกลับกลายเป็นผลดีต่อองค์กรได้ จากตัวทฤษฎีแรงงานกับการสร้างมูลค่า ถ้าเรามีความเชื่อแบบนี้ การมีนักศึกษาฝึกงานที่ได้รับรายได้หรือค่าตอบแทน ยังไงก็เป็นผลดีต่อองค์กร พูดในสเกลองค์กร และค่าตอบแทนอย่างเช่นหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน ก็ถือว่าเป็นสเกลที่เล็กน้อย และก็เป็นการ set standard หลายอย่างซึ่งจะนำพาสู่การพัฒนาคนและแผนการฝึกงานที่มันดีขึ้นด้วย” 

 

“การฝึกงานมันจำเป็นแค่ไหนในหลักสูตร ซึ่งผู้ที่กำหนดมันขึ้นมาก็คือมหาวิทยาลัย ว่าคนๆหนึ่งต้องไปฝึกงานนะเพื่อที่จะจบ ดังนั้นผู้ที่กำหนดก็ควรมีส่วนรับผิดชอบตรงนี้ไหม” 

หลายๆท่านในห้องสนทนาได้มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยถึงแนวทางแก้ไข รวมถึงการหาทางออกให้กับประเด็นการให้ค่าตอบแทนแก่นักศึกษาฝึกงาน คุณซี (นามสมมุติ) ได้ให้ขอเสนอว่า “จะเป็นอย่างไร ถ้าเรามองการฝึกงานเป็นการลงทุนของภาครัฐและทางมหาวิทยาลัย ที่อาจจะเกิดการสร้างจุดร่วมตรงกลาง…อาจจะเป็น ภาครัฐ 30%, มหาวิทยาลัย 30% และบริษัท 30% ฯลฯ อย่างไรก็ตามที่ให้ได้จำนวนเงินที่คุ้มกับค่าแรง และพอต่อการดำรงชีพ…มันต้องมีตั้งคำถามว่า การฝึกงานมันจำเป็นแค่ไหนในหลักสูตร ซึ่งผู้ที่กำหนดมันขึ้นมาก็คือมหาวิทยาลัย ว่าคนๆหนึ่งต้องไปฝึกงานนะเพื่อที่จะจบ ดังนั้นผู้ที่กำหนดก็ควรมีส่วนรับผิดชอบตรงนี้ไหม” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์มีความคิดเห็นว่า “ในกรณีนี้ อย่างที่เกิดขึ้นในประเทศสวีเดนคือ นักเรียนจะได้รับเงินเดือนอยู่แล้ว และในเคสของการฝึกงาน นักศึกษาสามารถที่จะไปรับการ subsidize จากที่เทศบาลได้ประมาณหมื่นกว่าบาทต่อเดือน แต่ถ้าไม่ได้เป็นนักศึกษาฝึกงาน ก็จะได้รับเป็นค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทางอื่น ๆ ตามเงื่อนไขของรัฐสวัสดิการ ถ้าจะตอบคำถามว่าการร่วมมือระหว่างท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยเป็นไปได้หรือไม่ คำตอบคือความร่วมมือนั้นเกิดขึ้นได้จริงแล้วและสามารถเป็นไปได้”

 

“มันต้องไปแก้ที่หลักสูตร”

คุณดี (นามสมมุติ) กล่าวว่า “หลักสูตรของการฝึกงานกับบางสายวิชาเช่นสายสังคมศาสตร์ที่สามารถแตกสายพานได้เป็นล้านอย่าง ได้ตั้งแต่เข้าบริษัทเจเล่ยันเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตรงนี้มันจะเป็นการ over ของหลักสูตรที่ต้องบังคับทุกหลักสูตรฝึกงาน ทั้ง ๆ ที่กับบางสาขามันไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ ซึ่งปัญหาตรงนี้ก็จะโยงถึงปัญหาค่าจ้างของนักศึกษา…อย่างตัวผมเองเป็นเด็ก IR หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือผมจะไปทดลองฝึกงานเป็นเอกอัครราชทูต ซึ่งมันก็ไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะว่ามันก็มีข้อจำกัดเรื่องประสบการณ์ต่าง ๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จบลงด้วยการที่คุณก็ต้องไปขอความรู้ ความอนุเคราะห์ตั้งแต่ในจดหมายส่งตัวนักศึกษาฝึกงานที่ชัดเจนว่าไม่สามารถได้รับค่าตอบแทนหรืออะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” คุณดี (นามสมมุติ) ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “หลักสูตรเรื่องการฝึกงานควรยกไปเป็นเรื่องระดับชาติไหม….ที่รัฐต้องเข้ามาร่วมมือกับสถานศึกษา เพราะรัฐหรือตัวอว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ซึ่งเป็นผู้กำหนดหลักสูตรฝึกงาน แต่หลักสูตรไม่ได้จัดหาอะไรให้เลยกับสายงานที่นอกเหนือจาก ยกตัวอย่างเช่นเเพทยศาสตร์ ที่โรงพยาบาลนี้ๆรับinternsเข้าไปสอนตามหลักสูตรหมอก็ว่ากันไป ตรงนี้กลายเป็นว่าระบบข้างบนไม่ได้มีอะไรรองรับให้เลยสำหรับสายงานอื่น ๆ ซึ่งมันควรเป็นนโยบายที่ต้องจัดการระดับชาติ” 

 

คุณอี (นามสมมุติ) ได้ร่วมให้ความเห็นว่า “ไม่ว่าจะเป็นการฝึกงานสายไหน สำหรับนักศึกษาฝึกงานอย่างน้อยที่สุด ต่อให้ไม่ได้รับเงินเดือน มันก็เป็นประสบการณ์ที่แลกมา แต่สิ่งที่พวกเขาอยากได้ก็คือสวัสดิการอย่างเช่นการทำประกัน ค่าน้ำมันรถ ค่ากับข้าว อาจจะเป็นจากที่ฝึกงาน หรือทางมหาวิทยาลัย ระบบสวัสดิการของรัฐควรที่จะsupportนักศึกษาตรงนี้”

 

คุณเอฟ (นามสมมุติ) กล่าวว่า “เราจะทำอย่างไรให้แฟร์ทั้งผู้ประกอบการและตัวนักศึกษาเอง เพราะอย่างในสายสังคมศาสตร์ การฝึกงานมันยังไม่มีสโคปที่ชัดเจนเลย ว่าcapabilitiesของนักศึกษาฝึกงานสามารถทำอะไรได้บ้าง แล้วcontributionที่พวกเขาให้กับองค์กรมันมากพอที่จะจ่ายหรือเปล่า” อาจารย์เคทได้ให้ความเห็นว่า “การอธิบายหน้าที่ ภาระของการฝึกงานอย่างจริง ๆ จัง ๆ กำหนดขอบเขตของงานอย่างชัดเจนเกิดขึ้นได้น้อยมากในการฝึกงานของบ้านเรา หลายๆครั้งที่ได้ยินว่ามันปรับเปลี่ยนได้หน้างาน แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็น professional….หลายๆครั้งก็ได้รับคำปรึกษามาว่าถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็ช่วยกันทำไหม ด้วยคำอ้างที่ว่าบริษัทของเราอยู่แบบเป็นพี่เป็นน้องกลับนำมาถูกใช้เพื่อที่จะ มาใช้งานกับนักศึกษาฝึกงานหรือแม้กระทั่งกับผู้ทำงานด้วยกันเอง” อาจารย์เคทให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “การสร้างมาตราการหรือกฎหมายที่จะสามารถบังคับใช้ได้ในเรื่องแรงงานบนพื้นฐานของ equal pay ได้เพราะเสียงสะท้อนเรื่องการถูกใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมก็มีอยู่มาก ซึ่งมันก็เหมือนกับการถูกจ้างงานอย่างไม่เป็นธรรม ฉนั้นการเสนอให้มีการแก้ไขด้านกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ทำได้ และควรทำ”

 

“ประสบการณ์ที่คุณไม่ได้รับค่าแรงเป็นประสบการณ์ล่ำค่า ประสบการณ์การถูกกดขี่ของแรงงานที่สถานศึกษามองว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ล่ำค่า เป็นการเรียนรู้ กลายเป็นการผลิตซ้ำแนวคิดที่ว่านักศึกษาไม่ต้องรับค่าตอบแทนก็ได้ ไม่ต้องได้รับการคุ้มครองก็ได้ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ล่ำค่านะ”

คุณจี (นามสมมุติ) กล่าวว่า “ปัญหาของนักศึกษาฝึกงานที่มีการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมมีเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดองค์กรที่ทำหน้าที่ยื่นฟ้องต่าง ๆ ให้เกิดการเป็นธรรมกับผู้ใช้แรงงาน…ปัญหาเรื่องการฝึกงานในสังคมไทย หลักๆคือไม่ได้ค่าแรง และไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองแรงงาน ในหลายมหาวิทยาลัยอาจจะมีการทำประกันให้กับนักศึกษา แต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่เพียงพอ ในรูปธรรมในการแก้ไขมันมีแค่ไม่กี่ส่วน ส่วนแรกคือโจทย์ของการฝึกงานยังไม่ถูกให้ค่า และมันถูกมัดรวมไปกับบริบทของการศึกษา ซึ่งความเชื่อในระบอบเสรีนิยมใหม่เนี่ยเชื่อว่าการศึกษาคือการลงทุน ซึ่งนักศึกษาก็ต้องจ่ายเงินเพื่อที่จะฝึกงาน หาประสบการณ์ ซึ่งแนวคิดนี้ก็จะโต้แย้งกับข้อเสนอที่ว่านักศึกษาฝึกงานควรต้องได้ตังค์(ค่าตอบแทน) ตรงนี้มันไปทำลายจุดมุ่งหมายของการฝึกงานที่เราคำนึงว่านักศึกษาควรที่จะ ต้องได้ประสบการณ์และทักษะการทำงานที่ดีออกไปจากการฝึกงาน แต่ ณ วันนี้ นักศึกษาได้รับประสบการณ์ที่ดีและไม่ดี และรีพอร์ทที่นำมาส่งอาจารย์ก็จะได้การตอบรับว่า ประสบการณ์ที่คุณไม่ได้รับค่าแรงเป็นประสบการณ์ล่ำค่า ประสบการณ์การถูกกดขี่ของแรงงานที่สถานศึกษามองว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ล่ำค่า เป็นการเรียนรู้ กลายเป็นการผลิตซ้ำแนวคิดที่ว่านักศึกษาไม่ต้องรับค่าตอบแทนก็ได้ ไม่ต้องได้รับการคุ้มครองก็ได้ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ล่ำค่านะ คำพูดนี้คือการผลิตซ้ำการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสังคม ซึ่งมันเป็นปัญหาที่เราต้องตั้งคำถามต่อแนวคิดแบบนี้ คือพอมันเป็นในลักษณะนี้ มหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เอกชนก็สามารถใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการกดขี่ขูดรีดแรงงาน และนักศึกษาก็ต้องจำทน วิธีการแก้ไขก็คงต้องเป็นการร่างกฎหมายขึ้นมาคุ้มครองมาบังคับใช้ อย่างเช่นเรื่องค่าแรงซึ่งเป็นสิทธิของแรงงาน ซึ่งสิทธิของแรงงานก็เป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษยชน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการโต้แย้งที่ว่าแล้วใครจะรับเด็กฝึกงานละ แต่ถ้ามองให้ดี การรับฝึกงานในปัจจุบันที่เละเทะไปหมดมันคือการฝึกงานที่ไร้คุณภาพ ไม่มีแบบแผนและไม่เป็นธรรม ซึ่งถ้าเราต้องการสร้างแบบแผนใหม่ เราก็จำเป็นที่จะต้องตัดคำถามนี้ทิ้งไป…”

 

“ในฐานะผู้ประกอบการ…อยากให้มองว่าการที่ให้นักศึกษามาฝึกงานก็ต้องแลกด้วยการเสียเวลาของพนักงานfull-time ของทางบริษัทในการไป เทรนให้กับนักศึกษาฝึกงาน…”

ในห้องสนทนาวันนั้นไม่ได้มีเพียงนักศึกษาที่มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แต่ยังมีผู้ประกอบการจากภาคธุรกิจอย่างคุณไอ (นามสมมุติ) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า “ในฐานะผู้ประกอบการ…อยากให้มองว่าการที่ให้นักศึกษามาฝึกงานก็ต้องแลกด้วยการเสียเวลาของพนักงานfull-time ของทางบริษัทในการไปเทรนให้กับนักศึกษาฝึกงาน ดังนั้นอยากให้มองตอนเลือกบริษัทที่จะไปฝึก รวมไปถึงการตั้งคำถามว่าการฝึกงานนั่นทำทำไม ซึ่งมันไม่ควรบังคับไหม ไม่ใช่แค่เอาให้เรียนจบ แต่อยากให้ไปฝึกงานเพราะสนใจสายงานด้านนั้น ๆ  จริง ๆ อีกอย่างคือต้องทำให้นักศึกษาฝึกงานและบริษัท win-win ทั้งคู่ จึงมีข้อแนะนำให้กับทางมหาลัยว่าให้ระบุเลยว่าอยากได้ค่าแรง หรือทำ costing lists ให้กับทางบริษัทไปเลยว่าทางบริษัทโอเคด้วยไหมเพื่อมีข้อตกลงร่วมกันทั้งคู่…”

 

“สำหรับหน่วยงานในปัจจุบัน ถ้าได้รับการฝึกงานที่ไม่เป็นธรรมหรืออื่น ๆ สามารถที่จะร้องเรียนได้ทางเพจของกรรมาธิการแรงงาน(สมาผู้แทนราษฎร)ได้ ซึ่งจะช่วยพูดคุยและดูแลเบื้องต้นเป็นเคสต่อเคสไป”

ในช่วงท้ายของการแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องประเด็นค่าตอบแทนของนักศึกษาฝึกงานได้พูดถึงเรื่องหน่วยงานที่สามารถช่วยร้องเรียนความเป็นธรรมแก่นักศึกษาฝึกงานที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ดังที่คุณจี (นามสมมุติ) ได้กล่าวว่า “สำหรับกระทรวงอุดมศึกษาที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับนักศึกษาฝึกงาน ดังนั้นถ้ามีข้อร้องเรียนก็จะไม่มีความหมาย สำหรับกระทรวงศึกษาที่ดูทางอาชีวะ มีการออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการฝึกงานสหกิจของนักเรียนอาชีวะ แต่ไม่ได้มีการคุ้มครองด้านแรงงานเกี่ยวกับนักศึกษาฝึกงาน ถึงร้องเรียนไปก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ

ส่วนทางกระทรวงแรงงาน ประกาศกระทรวงใช้แค่ในกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีประมาณ2-3ที่ในประเทศไทยเท่านั้น..แต่ถ้านักศึกษาฝึกงานท่านใดได้รับการฝึกงานที่ไม่เป็นธรรมหรืออื่น ๆ สามารถที่จะร้องเรียนได้ทางเพจของกรรมาธิการแรงงาน(สมาผู้แทนราษฎร)ได้ ซึ่งจะช่วยพูดคุยและดูแลเบื้องต้นเป็นเคสต่อเคสไป” สรุปได้ว่า ณ ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเข้ามาดูแลกำกับเกี่ยวกับนักศึกษาฝึกงานอย่างเป็นรูปธรรม





ชนกนันท์ หวังเป็น

นักเขียน

ณปกรณ์ ภูธรรมะ

ภาพประกอบ