“เมื่อการกระทำของบุคคลถูกมองว่าเป็นพลพวงจากโครงสร้างสังคม การปฏิบัติต่อนักโทษจึงแตกต่างกัน”

หากจะบอกได้ว่าประเทศใดให้ความสำคัญประชาชนพลเมืองมากเท่าไร คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีระดับใด หรือผู้คนในประเทศนั้น ๆ มีหลักประกันในสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตมากเพียงไหน คงไม่อาจอาศัยเพียงมาตรวัดจากความอยู่ดีกินดีของชนชั้นนำชนชั้นปกครองของประเทศนั้นได้ หากแต่ให้ลองชี้ชวนกันดูว่าคนที่ต้องเผชิญความยากลำบากหรือคนระดับล่างสุดในประเทศนั้นมีคุณภาพชีวิตอย่างไร

“คนคุก” อาจเป็นคำที่ให้ความรู้สึกรุนแรงในบริบทการรับรู้ของคนไทย การตีตราที่ผูกติดกับทัศนะพื้นฐานของการแก้แค้นเอาคืนอย่างสาสมกับโทษานุโทษ ซึ่งก็คงปฏิเสธได้ยากหากจะบอกว่าคนที่ถูกจองจำนี้เองก็เป็นคนที่ต้องเผชิญการกักขังลงโทษและจัดให้เป็นคนระดับล่างสุดตามแบบฉบับเมืองไทยเมืองศีลธรรม และยังไม่สามารถก้าวล้ำไปสู่หลักคิดเกี่ยวกับการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรม การแก้ไขปัญหาจิตใจระดับบุคคล หรือปัญหาที่เป็นผลมาจากโครงสร้างทางสังคมที่บิดเบี้ยวได้
ในขณะที่ “คุก” ในประเทศที่ร่ำรวยด้วยคุณภาพชีวิตผ่านการมีรัฐสวัสดิการอย่างกลุ่มประเทศนอร์ดิก อาจเปลี่ยนความเข้าใจของคำว่าคุกในความคุ้นเคยของเราทั้งหลายไปได้มากทีเดียว เมื่อหลักการพื้นฐานของการจองจำไม่ได้มีไว้เพื่อการลงทัณฑ์ทรมานหรือผลิตซ้ำความเจ็บปวดแก่เพื่อนมนุษย์ที่อาจกระทำความผิดด้วยเหตุนาประการ หากแต่ตั้งอยู่บนฐานของความเข้าอกเข้าใจความรู้สึกและสามารถมองเห็นปัญหาที่แท้จริงว่าการกระทำนั้นเป็นผลพวงมาจากสังคม จึงนำไปสู่ระบบการคุมขังที่มีไว้เพื่อบำบัดฟื้นฟูคืนความเป็นมนุษย์แก่ชาวนอร์ดิก ทั้งที่ในอดีตเรือนจำในกลุ่มประเทศเหล่านี้ล้วนไม่ต่างจากประเทศของเราเลย

การปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติกรรมของนักโทษเพื่อให้เป็น “เพื่อนบ้านที่ดี” ของสังคมแทน พร้อมปรับเปลี่ยนจากผู้คุมที่มีหน้าที่ลงโทษเป็น “ผู้ดูแล” ซึ่งเป็นทั้งผู้ให้คำปรึกษาชี้แนะและแบบอย่างที่ดี ส่งผลให้ให้จำนวนผู้กระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษในระยะเวลา 2 ปี ของกลุ่มประเทศนอร์ดิก ลดงลงเหลือเพียง 20 % เท่านั้น ส่วนผู้กระทำผิดลดเหลือเพียง 25 % จากกว่า 70 % ซึ่งต่ำสุดในกลุ่มประเทศยุโรป นอกจากนี้ คุณภาพภายในคุกของประเทศกลุ่มนอร์ดิก ยังแวดล้อมไปด้วยสวัสดิการที่มีทั้ง ห้องส่วนตัว สนามกีฬา ห้องซ้อมดนตรี สตูดิโอ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ รวมถึงการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ช่วยลดความตึงเครียดของผู้ต้องขัง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการลงโทษอาชญากรของกลุ่มประเทศนอร์ดิกนั้นเพียงแค่ต้องการจำกัดเสรีภาพบางประการเท่านั้น แต่สิทธิอื่น ๆ ก็ยังคงอยู่ นักโทษสามารถออกเสียงเลือกตั้งได้ สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาและบริการสาธารณสุขได้เหมือนพลเมืองทั่วไป นั่นเพราะ ทุกคนยังเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเฉกเช่นมนุษย์ทุกคน

อย่างไรก็ตาม คุณภาพชีวิตของผู้ถูกจองจำไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงสภาพชีวิตที่ได้รับในเรือนจำ แต่เราอาจต้องมองย้อนไปถึงระบบความชอบธรรมแห่งกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมที่มีความเป็นธรรม ไม่โน้มเอียง และปราศจากการแทรกแซง ตลอดจนโครงสร้างทางสังคมที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังและผันตัวเป็นเครื่องผลิตปัญหาเสียเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:
https://prachatai.com/journal/2020/02/86315
https://web.facebook.com/sustarum.t/posts/2333195640038235?_rdc=1&_rdr

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *