การเติบโตมาของเด็กคนหนึ่งความขัดสนทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ยากลำบาก การศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุน อย่างตัวเงิน เวลา แรงงาน และอิสรภาพ ของผู้ปกครอง หรือแม้แต่ตัวผู้เรียนเองที่ถูกนำไปกลั่นออกมาเป็นค่าเล่าเรียน เพื่อให้ตนเองได้มีโอกาสในทางเศรษฐกิจมากขึ้นในวันข้างหน้า กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คือหน่วยงานภาครัฐที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาที่มีความขาดแคลนทางทุนทรัพย์กู้ยืมเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา และค่าครองชีพในบางกรณี โดยปัจจุบันมีผู้กู้กยศ.จำนวน 6,206,983 ราย แบ่งเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการชำระคืน 3,545,067 ราย คิดเป็นร้อยละ 57 ของผู้กู้ทั้งหมด ผู้ที่ชำระคืนแล้ว 1,542,847 ราย คิดเป็นร้อยละ 25 ของผู้กู้ทั้งหมด และผู้ที่อยู่ในช่วงปลอดหนี้ 1,052,489 ราย คิดเป็นร้อยละ 17 ของผู้กู้ทั้งหมด
ในสายตาของนักการศึกษา รวมไปถึงนโยบายหลายท่าน กองทุนดังกล่าวดูเหมือนจะเป็น “ทางออก” ที่จะทำให้ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เข้าถึงโอกาสในการศึกษาได้ อย่างไรก็ดี “ทางออก” ดังกล่าวกลับแลกมาด้วย “หนี้” ที่เป็นทั้งภาระทางเศรษฐกิจ ชีวิต และศีลธรรม ที่พวกเขาต้องแบกไว้ ภาพที่สวยหรูว่า การศึกษาจะมอบโอกาสและเสรีภาพให้แก่ชีวิตหลังเรียนจบถูกทำลายเพราะผู้เรียนไม่เพียงแต่จะถูกพันธนาการด้วยหนี้การศึกษา และหนี้การศึกษายังเป็นตัวตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอีกด้วย
รู้จัก หนี้ กยศ. เบื้องต้น
การกู้ยืมของกยศ. ทั้ง 4 ลักษณะ คือ

  1.  กองทุนสำหรับนักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จนถึงปริญญาตรีที่ครอบครัวมีรายได้ต่ำกว่า 360,000 บาทต่อปี
  2.  กองทุนสำหรับผู้เรียนที่ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความจำเป็นต่อความต้องการหลัก ซึ่งเป็นทุนสำหรับปวช. จนถึงปริญญาตรี ที่มีความชัดเจนของการผลิตกำลังคน และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ
  3.  กองทุนสำหรับผู้เรียนที่ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลน หรือที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ สำหรับนักศึกษา ปวช. จนถึงปริญญาตรี และ
  4.  กองทุนเรียนดี เพื่อสร้างความเป็นเลิศ โดยให้กู้ในระดับปริญญาโทผู้กู้ต้องศึกษาในสาขาวิชาที่กองทุนกำหนด และมีผลการเรียนในเกณฑ์ดี หรือผ่านเกณฑ์วัดผลของสถานศึกษา (สำหรับกองทุนลักษณะ 4 ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00) (กยศ. 2564)

.
กยศ.มีเงินกู้สำหรับ ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และค่าครองชีพ (สำหรับผู้กู้ยืมที่ครอบครัวมีรายได้ไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี) จำนวนเงินต้นที่สามารถกู้ได้ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาและสาขาวิชาที่ศึกษา เช่น มัธยมศึกษาตอนปลายกู้ได้ 14,000 บาทต่อปี ปริญญาตรีกู้ได้ 50,000-70,000 บาทต่อปี ตามสาขาวิชา เงื่อนไขการชำระเงินคืนประกอบด้วย ระยะเวลาปลอดหนี้ภายหลังการสำเร็จการศึกษา 2 ปี (กองทุนลักษณะที่ 4 ระยะเวลาปลอดหนี้ 1 ปี) ระยะเวลาการชำระเงินคืนไม่เกิน 15 ปี (กองทุนลักษณะที่ 4 ระยะเวลาการชำระเงินคืนไม่เกิน 10 ปี) อัตราดอกเบี้ยมีตั้งแต่ 0.5% 0.75% และ 1% ต่อปี โดยสามารถชำระได้ผ่านผู้กู้ชำระเอง หรือการหักเงินเดือนผ่านผู้จ้าง ผู้ที่ไม่สามารถจ่ายเงินได้ตามกำหนดจะมีเบี้ยปรับ 7.5% ต่อปี (กยศ. 2564)
.
ในสถานะการณ์โรคระบาดโควิด 19 กยศ.ได้มีมาตราการ (1) การลดดอกเบี้ยเงินกู้เหลือเพียง 0.01% ต่อปี สำหรับผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนและไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ (2) ลดเงินต้น 5% สำหรับผู้กู้ที่ไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้และต้องการปิดบัญชีในคราวเดียว และ (3) ลดเบี้ยปรับ 100% สำหรับผู้กู้ยืมเงินทุกกลุ่มที่ชำระหนี้ปิดบัญชี (กยศ. 2564)

หนี้กับพันธนาการชีวิต

หากผู้เรียนรายหนึ่งกู้กยศ. ลักษณะ 1 ตั้งแต่ มัธยมศึกษาตอนปลายถึงปริญญาตรีคณะสังคมศาสตร์ รวมเป็นเงิน 282,000 บาท และใช้เวลา 15 ปีในการจ่ายคืนโดยไม่นับระยะปลอดหนี้ เขาจะต้องจ่ายคืนเป็นจำนวน 306,131.83 บาทรวมเงินต้นและดอกเบี้ย หากคำนวนเบื้องต้น ในปีแรกเขาต้องจ่ายจำนวน 4,230 บาท ในปีที่ 5 เขาต้องจ่าย 13,723.65 บาท ปีที่ 10 จำนวน 24,149.3 บาท และปีที่ 15 จำนวน 36,786.55 บาท นั่นแปลว่า ในแต่ละปี เขาต้องทำงานหาเงินและมีเงินเก็บมากกว่าจำนวนหนี้ที่เขาต้องจ่าย และในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องหางานที่มีรายได้มั่นคงและเติบโตพอที่จะออมเงินจำนวนมากเพื่อจ่ายหนี้ นั่นเปรียบได้ว่า เขาแทบจะขายวิญญาณให้กับหนี้ งาน และเงิน เพื่อให้เขาปลดหนี้สำเร็จเลยก็ว่าได้

ภายใต้คำว่า “ขายวิญญาณ” ที่หลายคนรู้สึกว่าเกินจริง หรือแม้แต่รุนแรงนั้น ยังมีข้อเสนอของ Maurizzio Lazzarato นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลีที่อธิบายหนี้ไว้อย่างน่าสนใจ (แต่ไม่หน้าอภิรมย์สำหรับคนที่เชื่อว่าว่าการกู้ยืมเป็นคำตอบแน่นอน) Lazzorio มองว่า การเป็นหนี้ทำให้ลูกหนี้นั้นไร้ซึ่งเสรีภาพในการใช้ชีวิต เพราะหนี้ที่พวกเขาแบกไว้บนบ่าทำให้เขาต้องทำงานเพื่อใช้หนี้ ดังนั้นหนี้จึงเป็นสิ่งที่ควบคุมชีวิต จิตใจ ของพวกเขา มากกว่าจะเป็นทางหนึ่งของเสรีภาพ (เก่งกิจ กิติเรียงลาภ 2561)

หลายคนอาจมองว่าการกู้หนี้ระหว่างกยศ.และผู้เรียนนั้นเป็นเรื่องของ “คนสองคน” ที่คนหนึ่งให้กู้ คนกู้ก็ต้องคืนไป ไม่มีอะไรที่มากกว่าหรือเหนือกว่านั้น (พวกเขาอาจคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วการจ่ายหนี้ก็ไม่ยากไม่ใช่หรือ) แต่สำหรับ Lazzarato แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกที่เท่าเทียมกัน แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่ต้น กล่าวคือ เจ้าหนี้ที่พวกเรารู้จักคือสถาบันการเงินต่างๆ ผู้เป็นเจ้าของเงินจำนวนมาก เงินดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่ทรัพย์สิน แต่ยังเป็นทุนที่ใช้ในการทำกำไรผ่านระบบหนี้ หรือการให้ลูกหนี้กู้ และจ่ายดอกเบี้ย หรือค่าปรับคืน สถาบันการเงินจึงหากำไรจากการสร้างลูกหนี้ให้มากที่สุด ในขณะที่ลูกหนี้ หรือผู้มีเงินในฐานะทรัพย์สินหรือทุนน้อย ก็ต้องกู้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อทำไปใช้เพื่อต่อยอดโอกาส แต่ก็ต้องแลกกับการเป็นหนี้ และการสูญเสียอิสรภาพเพื่อทำงานใช้หนี้ ดังนั้นแล้ว ระบบหนี้ไม่เพียงแต่วางอยู่บนความไม่เท่าเทียมกันของทรัพย์สิน หรือทุนแล้ว มันยังวางอยู่บนความไม่เท่าเทียมกันบนฐานที่ว่า เจ้าหนี้นั้นใช้หนี้ในการควบคุมครอบงำชีวิตของลูกหนี้ รวมทั้งดูดซับกำไรจากการลูกหนี้เข้าสู่ระบบหนี้

หลายคนอาจมองว่ากยศ.ไม่ใช่สถาบันการเงิน แต่เป็นหน่วยงานของรัฐ การให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาจึงเปรียบเทียบได้กับการให้เปล่า ในนามของสวัสดิการ หรือไม่ก็การกุศล อย่างไรก็ดี ผู้เขียนคิดว่าตรรกะเรื่องหนี้ดำเนินอยู่ในระบบการกู้ยืมของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา จะเห็นได้ว่าระบบหนี้กยศ. นั้นแตกต่างจากการให้เงินเปล่า เพราะระบบดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืนที่ต้องจ่ายคืน และต้องจ่ายต้องคืนในสัดส่วนมากขึ้นในปีถัดไป รวมไปถึงระบบค่าปรับด้วยเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ระบบหนี้จึงเป็นเครื่องมือในการทำให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัว จากการที่คนจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อขายโอกาสของตนแล้ว คนก็ต้องยิ่งขวนขวายในการทำงานเพื่อใช้หนี้ บางคนเป็นแรงงาน บางคนเปิดกิจการ บางคนต้องบริโภคสินค้า บริการ หรือค่าเช่าเพื่อลงทุนอีกที ระบบหนี้จึงไม่เพียงแต่สร้างกำไรให้กับทุนการเงินเท่านั้น แต่ยังสร้างกำไรกับระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ และกำไรเหล่านั้นไม่ตกอยู่แก่ผู้เป็นหนี้ แต่อยู่กับนายทุนผู้ดูดกลืนกำไรจากการที่ลูกหนี้ต้องขายเสรีภาพของตนเพื่อใช้หนี้ต่างหาก ดังนั้นแล้วหนี้กยศ.จึงไม่ใช่ระบบสวัสดิการที่มาแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่คัดง้างกับตรรกะแบบเสรีนิยมใหม่ แต่เป็นกลไกหนึ่งของรัฐที่ผลิตลูกหนี้เพื่อค้ำยันการเติบโตแบบเสรีนิยมใหม่ต่างหาก

หลายคนอาจมองว่า การจ่ายหนี้นั้นเป็นเรื่องสามัญสำนึก ที่ลูกนี้จำต้องรับผิดหนี้ในหนี้ที่ตนเองก่อ และจำเป็นต้องล้างหนี้เพื่อล้าง “ตราบาป” ของตนเอง แต่ Lazzarato อธิบายว่า ศีลธรรมของของระบบหนี้วางอยู่บนฐานว่า “ลูกหนี้ได้ทำสัญญาว่าจะคืนหนี้ในอนาคต” และฐานความคิดดังกล่าวได้สร้างภาระทางใจให้แก่ลูกหนี้ ทำให้ลูกหนี้รู้สึกผิดหากไม่สามารถจ่ายคืนได้ อย่างไรก็ดี ศีลธรรมดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ประดิษฐ์สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองระบบเศรษฐกิจแบบหนี้เสียเอง กล่าวคือ (1) ศีลธรรมของระบบหนี้ใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันของเจ้าหนี้และลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้ต้องจ่ายหนี้คืน และเจ้าหนี้ได้กำไรจากระบบดังกล่าว (2) ศีลธรรมของระบบหนี้กลายเป็นเครื่องบงการชีวิตของลูกหนี้ ทำให้ลูกหนี้ต้องขูดรีดตัวเองเพื่อปลดหนี้ ศีลธรรมแบบหนี้จึงเป็นทั้งอุดมการณ์และกลไกการแสวงหากำไรของระบบหนี้ ถึงกระนั้น ศีลธรรมของหนี้กยศ.มีลักษณะพิเศษอยู่ประการหนึ่ง คือกิจกรรมจิตสาธารณะ โดยระบุวัตถุประสงค์เพื่อ “ขัดเกลาจิตใจให้มีความเมตตากรุณรา มีความเสียสละ และมีจิตสาธารณะ” (กยศ. 2654)

นอกจากนี้ ลูกหนี้ยังต้องเผชิญกับความยากลำบากอีกรอบ เมื่อต้องเจอกับปัญหาความไม่มั่นคงในชีวิต ที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาในเสรีนิยมใหม่ การจ้างงานที่ยืดหยุ่น และการขาดแคลนสวัสดิการ อาจจะขัดแย้งกับดอกเบี้ยที่ทบขึ้นไปเรื่อย และนั่นทำให้ชีวิตจริงของลูกหนี้ขัดแย้งค้านศีลธรรมแบบหนี้ที่พวกเขาถืออยู่

ดังนั้นแล้ว จริงอยู่ที่การศึกษาอาจจะสร้างโอกาสให้แก่ผู้เรียน แต่สร้างเงื่อนไขของการศึกษาผ่านระบบหนี้กลับเป็นการสร้างพันธนาการของชีวิตและจิตใจของลูกหนี้เอง ดังนั้นศูนย์วิจัยรัฐสวัสดิการขอเสนอให้มีการยกเลิกหนี้กยศ.ทั้งหมด และเสนอให้มีการหาทางออกผ่านนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าแทน

อ้างอิง

กยศ. (2564). กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กองทุนหมุนเวียนที่ให้โอกาสทางการศึกาาเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน. ค้นหาเมื่อ 5 มีนาคม 2564 จาก https://www.studentloan.or.th/
.
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ. (2561). เงินในระบบทุนนิยมความรับรู้: สัญญะ เครื่องจักร และค่าเช่า ใน Conatus ชีวิตและอำนาจควบคุมชีวิตในระบบทุนนิยมแห่งศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: Illumination editions.