“สังคมเหลื่อมล้ำ เกิดจากโครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยว ประชาชนต้องถามหาความรับผิดชอบจากรัฐ”

ในช่วงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเชื่อว่าใครหลายคนคงได้อ่านข่าวเกี่ยวกับนักเรียนหญิงคนหนึ่งสอบติดแพทย์ ทว่าไม่มีเงินเรียน จึงเปิดรับบริจาค ต่อมาได้มีการออกมาให้ข้อมูลว่าน้องคนนี้จนไม่จริง เพราะเจ้าตัวดัดฟัน มี Ipad ใช้ ที่บ้านมีการติดตั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ต และมีน้ำหอม Dior ใช้ ซึ่งทางผู้เขียนคงไม่ขอเข้าไปถกเถียงว่าใครจนจริงหรือจนไม่จริง และวัตถุเหล่านี้ก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดฐานะของคนได้อย่างสมบูรณ์

กรณีนี้ฉายภาพให้ได้เห็นอะไรในสังคมไทย? สิ่งหนึ่งที่มันได้สะท้อนออกมาคือ “ไม่ว่าผลสรุปแล้วนักเรียนคนนี้จะจนจริงหรือไม่จริง แต่คนไทยเชื่อว่ามีคนจนอยู่ในสังคมจริง ๆ คนไทยเชื่อว่ามีนักเรียนที่อยากเรียนหนังสือแต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพออยู่ในประเทศนี้จริง และคนไทยเชื่อว่านักเรียนคนหนึ่งหากมีความตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะศึกษาเรียนรู้ เขาควรได้รับการศึกษา เพื่อตัวเขาเองและเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ” จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์การโอนเงินเพื่อช่วยเหลือนักเรียนคนนี้ถึง 2.7 ล้านบาท นี่ไม่ใช่กรณีแรกสำหรับการโอนเงินสนับสนุนการศึกษาในหมู่ประชาชนด้วยกัน และก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายสำหรับรัฐบาลนี้

แต่ถ้าเราลองจินตนาการว่าเราเป็นประชาชนคนหนึ่งที่อยู่ในประเทศรัฐสวัสดิการ เป็นประเทศที่นักเรียน “ทุกคน”เข้าถึงการศึกษา รัฐบาลจัดให้มีการเรียนฟรี จนไปถึงการมีเงินเดือนให้ ในสังคมแบบนี้การที่คน ๆ หนึ่งจะออกมาขอรับบริจาคโดยอ้างว่า “หนูไม่มีเงินเรียนหนังสือ” ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่คงไม่มีใครโอนเงินให้แน่นอน เพราะคงจิตนาการไม่ออกว่า การที่นักเรียนคนหนึ่งไม่มีเงินเรียนหนังสือในบริบทที่รัฐสนับสนุนทุกอย่างที่เกี่ยวกับการศึกษาเป็นอย่างไร หรือถ้าเป็นจริง คนที่จะต้องออกมาตอบคำถามในกรณีที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่นักเรียนคนนั้น แต่เป็นรัฐบาลที่จะต้องเป็นจำเลยของสังคม

ลองถามใจเราว่าเราดูว่าเราอยากอยู่ในสังคมแบบไหน? สังคมที่ความเหลื่อมล้ำอยู่ ประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง ตรวจสอบกันเอง ต้องยืนยันความจน เพื่อทำสังคมเห็นใจและกับการได้เข้าถึงการศึกษา หรือสังคมที่มองการศึกษาเป็นสิทธิ ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ เพียงพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคน ๆ หนึ่งที่อยู่ในสังคมนั้น
ข้อมูลจาก กสศ. ปี 2562 ก็ได้ชี้ให้เราเห็นว่า มีนักเรียนไทยจำนวนมากที่ต้องหลุดระบบการศึกษาเพราะยากจน มากกว่า 5 แสนคน หลุดออกนอกระบบไปแล้ว และอีก 2 ล้านคนมีแนวโน้มที่จะไม่ได้เรียนต่อ รัฐธรรมนูญไทย ฉบับ 40 , 50 และ 60 ซึ่ง “ผ่าน มา แล้ว 24 ปี ต้นไม้ที่พ่…”(ร้องเป็นเพลง55 ) การศึกษาที่รัฐจะต้องจัดให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายก็ยังคงถูกเขียนอยู่ที่ 12 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เรื่องสิทธิการเข้าถึงการศึกษาเราย่ำอยู่กับที่มานาน เราควรเดินไปต่อได้แล้ว

ท้ายสุดเราคงต้องมองปัญหาให้กว้างขึ้น มองปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวให้ได้ วันนี้มันเป็นมติมหาชน ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ว่าสังคมไทยมีคนจนอยู่ในสังคมจริง ๆ มีนักเรียนที่อยากเรียนหนังสือแต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพออยู่ในประเทศนี้จริง และหากว่านักเรียนคนหนึ่งมีความตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะศึกษาเรียนรู้ เขาควรได้รับการศึกษา เพื่อตัวเขาเองและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ สิ่งที่เราต้องช่วยกันทำคือ ถามหาความรับผิดชอบจากรัฐในโครงสร้างที่บิดเบี้ยวของสังคม เปลี่ยนสังคมที่เป็นสังคมสงเคราะห์ ไปสู่สังคมรัฐสวัสดิการ สังคมที่นักเรียนไม่มีเงินเรียนหนังสือ เป็นเพียงภาพจำในอดีต ถึงจุดนั้นคงไม่มีนักเรียนออกมาขอรับบริจาคเพื่อการศึกษา และประชาชนก็ไม่ต้องมาสืบกันเองว่าใครจริงหรือจนไม่จริง
สังคมแบบนี้มันแลดูอยู่ง่ายและน่าอยู่กว่าสังคมในปัจจุบันใช่ไหมล่ะ?

.

อ้างอิง:
https://www.disruptignite.com/…/inequality-in-thailand…
https://ilaw.or.th/node/5788

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *