ต้อง Queer แท้แค่ไหน สังคมไทยจึงจะยอมรับ?

แม้เดือน Pride จะถูกยกย่องประกาศ เฉลิมฉลองให้เกิดขึ้นในหลาย ๆ ที่บนโลก แต่ในบางประเทศ อย่างประเทศไทย เมื่อหมดเดือนมิถุนา ธงสายรุ้งถูกจัดเก็บเข้ากล่อง ก็เหมือนว่า สิทธิต่าง ๆ ของชาว LGBTQ ก็ถูกเก็บเข้ามุมอับตามไปด้วย ทั้งๆที่เวลาทั่วโลกเขา Pride ไทยเราก็ Pride กับเขาทุกปี เราเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าสวรรค์ของ LGBTQ กะเทยสวยและซีรีส์วายขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศยังคงถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอคติทางเพศ เราอาจมีผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมีชื่อเสียงเฉิดฉายอยู่บนพื้นที่สื่อแต่ในพื้นที่แห่งความเป็นจริง พื้นที่ในสังคมที่ผู้หลากหลายทางเพศเป็นมนุษย์โดยไม่ต้องอาศัยความตลก เก่ง หรืออภิสิทธิ์อื่นใด พวกเรายังคงถูกเลือกปฏิบัติและถูกบีบให้ยอมรับว่าบนโลกนี้อาจมีแค่ชาย-หญิง ที่กำหนดความเป็นไปของโลกและหากคุณอยากจะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของโลกคุณอาจต้องลุกขึ้นมา “เควียร์” ให้โลกมอง ต้องลุกขึ้นมา “เควียร์” เพื่อที่จะได้รับสวัสดิการ

คำว่าเควียร์ถูกใช้ในแง่ลบมาก่อน ในศตวรรษที่ 19 เควียร์หมายถึง ‘แปลกประหลาด’ ถูกใช้เพื่ออธิบายกลุ่มรักร่วมเพศ ก่อนจะถูกกลุ่มผู้สนับสนุน LGBT หยิบมาใช้เพื่ออธิบายถึงความภาคภูมิใจใน อัตลักษณ์ของตัวเองที่ไม่ตกอยู่ภายใต้ร่มของเพศวิถีใด “ เควียร์” ยังใช้เพื่อแสดงว่าเรื่องเพศและเพศสภาพอาจซับซ้อน เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และอาจไม่เข้ากับอัตลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง/หรือตัวตนใดตัวตนนั้น การมีอยู่ของเควียร์เป็นขบถต่อระบบการคิดแบบ Binary หรือทวิลักษณ์ ที่มุ่งจับคู่ความสูง-ต่ำ ดี-เลว ตรงเพศ-ไม่ตรงเพศ เรื่องส่วนตัว-เรื่องสาธารณะ (แนวคิดเดียวกับที่คลื่นลูกที่สองของสตรีนิยมเข้ามาพูดถึง)

หากประชาชนไม่ลุกขึ้นสู้และเรียกร้องในสิทธิความเป็นมนุษย์ก็คงไม่มีผู้อำนาจใจดีมองเห็นว่าเพศมีความลื่นไหลและหลากหลายกว่าแค่หญิงชาย เรากำลังชวนนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในปี 1969 ราว ๆ ห้าสิบปีก่อน การเป็นตัวของตัวเองนั้นถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายและอันตรายถึงชีวิต การแสดงออกของคนรักเพศเดียวกันถือเป็นสิ่งต้องห้าม ชนวนความอัดอั้นของการไม่เป็นตัวของตัวเองนี้นำไปสู่เหตุการณ์ “การจลาจลสโตนวอลล์” (Stonewall Riots) ในช่วงเช้าของเดือนมิถุนายน 1969 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าไปในสโตนวอลล์อินน์ บาร์เกย์ในนิวยอร์ก และเริ่มลากลูกค้าออกไปข้างนอก มีการต่อต้านการจับกุม กลายเป็นเหตุการณ์การจลาจลขนาดใหญ่และเร่งให้เกิดขบวนการเรียกร้องสิทธิให้กับชาว LGBTQ หนึ่งปีหลังจากการจลาจลที่สโตนวอลล์ มีการจัดเดินขบวนไพรด์ครั้งแรกของโลก ผู้คนที่มีความหลากหลายทางเพศ ประดับประดาตนเองด้วยสายรุ้งหลากสีเพื่อส่งเสียงว่าถึงฉันจะแตกต่างแต่ฉันก็มีตัวตนอยู่จริง

“จงเป็นตัวของตัวเอง และทุกคนจะยอมรับเธอเอง” คำพูดปลอบใจในสังคมที่ไร้การแก้ปัญหาที่ต้นตอ เควียร์ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวและอัตลักษณ์ส่วนบุคคล เควียร์เสนอกรอบความคิดใหม่ในการศึกษาเรื่องเพศ มองว่าเพศมีความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ บรรทัดฐานทางสังคม กฎหมาย สิทธิและเสรีภาพ ชนชั้น สถานะ ความเควียร์ช่างลื่นไหลและท้าทายระบบคิด ในขณะที่โลกเริ่มจับตามองว่าอะไรเป็นประชาธิปไตย อะไรคือความทันสมัย รัฐสร้างบทบัญญัติเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขา “ทันสมัย” หรือ “ตะวันตก” เพียงพอ ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นของการโต้แย้งทางการเมือง ทำให้เกิดสงครามวัฒนธรรมภายในประเทศเช่นกัน เช่น ในสหรัฐอเมริกาที่กลุ่มผู้หลากหลายทางเพศได้ออกมาเรียกร้องให้สิทธิแก่ผู้มีความหลากหลายทางเพศในการเลือกใช้ห้องน้ำตามเพศสภาพโดยไม่จำเป็นต้องตามเพศกำเนิด ก็มีกลุ่มอนุรักษนิยมออกมาต่อต้านกฎหมายดังกล่าว ด้วยชี้ว่าการใช้ห้องน้ำสาธารณะอาจทำให้ผู้หญิงและเด็กถูกทำร้ายได้ ซึ่งเป็นการโต้เถียงทางสังคมครั้งยิ่งใหญ่

“เควียร์กับรัฐสวัสดิการไม่ใช่เรื่องที่แยกขาดจากกัน” ในประเทศไทยการใช้คำนำหน้า การเลือกใช้ห้องน้ำ การแต่งกายตามเพศสภาพ การสมรสเท่าเทียม ที่ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศพยายามเรียกร้องตลอดมาเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในชีวิตที่ถูกทำให้ผิดแปลกไปในสังคม แม้จะมีการประกาศใช้ พรบ.คู่ชีวิตให้บุคคลเพศเดียวกันสามารถสมรสกันได้ แต่ก็ยังให้สิทธิ์ที่ไม่เท่าเทียมกับการสมรสระหว่างชาย-หญิง เช่น ไม่สามารถรับสวัสดิการจากรัฐของอีกฝ่ายได้ เช่นภรรยาจะได้สิทธิ์รักษาพยาบาลถ้าสามีเป็นข้าราชการ แต่ถ้าเป็นคู่ชีวิตจะไม่ได้สิทธิ์นี้ ซึ่งเป็นข้อกังขาว่า ประชาชนทั่วไปตกอยู่ในพลเมืองชั้นสองของประเทศเพราะโครงสร้างสังคมไทยยกย่องให้ข้าราชการมีอภิสิทธิ์เหนืออาชีพอื่น แต่ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศกลับเป็นยิ่งกว่าพลเมืองชั้นสองเพราะยืนอยู่นอกเหนือมาตรความปกติธรรมดา ชาย-หญิงที่เป็นผู้กำหนดโครงสร้างและกฎหมายของประเทศ ทำไมในการเสียภาษีบนประเทศเดียวกันแต่กลับต้องใช้กฎหมายที่จัดไว้ให้พิเศษและได้สิทธิน้อยกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการบริการสาธารณสุข กรณีบัตรประกันสุขภาพ การผ่าตัดทางเพศยังไม่ได้รับการรับรองให้เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ตามหลักประกันสุขภาพ แต่สามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นกลุ่มบุคคลที่มีภาวะเพศกำกวม หรือภาวะที่มีอวัยวะเพศสองอย่างในตัวเอง (Intersex) เท่านั้นที่ได้รับสิทธิผ่าตัดแปลงเพศด้วยบัตรทอง ซึ่งเป็นการตีความโดยผิวเผินว่าจะต้อง “ผิดแปลกมากพอ” ถึงจะได้สิทธิในส่วนนั้นได้

การจำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึงสิทธิ์พื้นฐานของเพศหลากหลายยังถูกกระทำซ้ำซ้อนในโครงสร้างอำนาจรัฐแบบอื่น เช่น การเกณฑ์ทหารที่มีมิติทับซ้อนของอำนาจรัฐและความเป็นชายก็ถูกนำมากดทับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศอีกชั้น ในขณะที่เพศชายต้องถูกอำนาจรัฐบังคับให้สมยอมเข้าเกณฑ์ทหารและถูกสังคมหล่อหลอมว่านั่นเป็นเส้นทางลูกผู้ชาย ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศก็ตกเป็นเครื่องมือในการสร้างความตลกขบขันเพราะมีเพศสภาพที่ขัดต่ออำนาจรัฐไม่สามารถเข้าไปเป็นแรงงานในกองทัพตามที่รัฐต้องการได้ ยังขัดต่อหน้าที่ความเป็นชายที่สังคมปูไว้ให้ การไม่ขึ้นตรงต่ออำนาจใดทำให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศการกลายเป็นไวรัล (Viral) บนอินเทอร์เน็ตประจำปีเมื่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเลือกมาเกณฑ์ทหาร ทั้งๆที่เรื่องธรรมดาสามัญที่ไม่ควรถูกทำให้แปลกเหล่านี้ต่างเป็นเรื่องพื้นฐานที่จะนำไปสู่การยอมรับตัวตนความหลากหลายของเพื่อนมนุษย์

ไม่ใช่แค่ในบริเวณของการกดทับทางกฎหมายแต่เควียร์ยังถูกกีดกันบนพื้นที่แห่ง Soft Power เช่นวัฒนธรรมซีรีส์วายที่เหมือนจะเป็นหมุดหมายอันดีให้กับพื้นที่ของชายรักชาย แต่ซีรีย์วายกลับผลักไสผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในเชิงปฏิบัติ ตั้งแต่การเรียกตัวเองว่าเป็นวาย ไม่ใช่ภาพยนตร์เกย์ เป็นการพยายามลดค่าความเกย์ ความชายรักชายให้ดูเบาบางเหลือแค่โมเมนท์ความรักของคนสองคน การไม่แตะไปถึงสิทธิความเท่าเทียมต่าง ๆ แต่มุ่งไปที่ความรักเป็นใหญ่ในเรื่อง ตลอดจนการเลือกใช้นักแสดงที่เป็น Straight และภาวะนิ่งเฉยต่อประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ทั้งหมดนี้ก็ล้วนดำรงอยู่ภายใต้การกดทับของอำนาจมาตรฐานความรักแบบชายจริงหญิงแท้

ความเควียร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกวางให้ “ผิดปกติ” ขัดแย้งกับสังคม การยึดความรักต่างเพศเป็นค่ามาตรฐานและความรักเพศเดียวกันเป็นความเบี่ยงเบน ส่งผลให้เป็นกำแพงปิดกั้นไม่ให้กลุ่มคนดังกล่าวมีพื้นที่ทางกิจกรรมทางหรือสวัสดิการขั้นพื้นฐานทางสังคม ดูเหมือนหากอยากจะทะลุกำแพงนั้นไปได้ก็จะต้องยิ่งเสียงดังขึ้น เควียร์มากขึ้นเพื่อให้คนในสังคมหันมารับฟังเสียงของเรา แล้วเราจะต้องเควียร์ไปถึงไหน เมื่อไหร่ ต้องตะโกนบ้าบอและทำตัวแปลกประหลาดเพื่อขอแสงจากสังคมเท่านั้นหรือ หากเราอยากเป็นเพียงคนธรรมดาในสังคม ที่ไม่ได้มีความงดงามใดๆ เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา สังคมจะมอบสวัสดิการพื้นฐานให้เราเช่นคนทั่วไปได้ไหม

อ้างอิง
Markus Thiel .(2018). Introducing Queer Theory in International Relations
https://www.e-ir.info/…/queer-theory-in-international…/

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *