การขูดรีดตนเองในระบบทุนนิยม

ในยุคปัจจุบันระบบทุนนิยมได้พัฒนารูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างมาก จากการจ้างงานประจำตลอดชีวิตในยุคอุตสาหกรรมที่มีเวลาการทำงานชัดเจน 8 ชั่วโมง/วัน มีการเข้าออกงานที่เป็นเวลาและทำการผลิตที่อยู่กับที่ไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายไปไหน กล่าวคือ แรงงานมีสถานที่ทำงานที่ชัดเจนเริ่มทำงาน ณ ที่ตรงนั้นไม่ได้มีการนำงานที่ตัวเองกำลังทำอยู่ เคลื่อนย้ายไปทำในสถานที่อื่น ๆ อย่างเช่น บ้าน ร้านกาแฟ หรือตามสถานที่สาธารณะต่าง ๆ เหมือนในยุคปัจจุบันที่เรามักจะเห็นผู้คนนั่งทำงานอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ในที่ทำงานอย่างชินตาจนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำงานในยุคปัจจุบันจะปราศจากการขูดรีด บทความชิ้นนี้จึงต้องการชวนผู้อ่านมาดูว่าการขูดรีดในยุคปัจจุบันมีรูปแบบหรือหน้าตาอย่างไร
ที่กล่าวนำไปข้างต้นนั้นไม่ได้หมายความว่ารูปแบบการทำงานแบบเก่านั้นไม่ได้ขูดรีดแรงงานหรือไม่ได้สร้างปัญหาให้กับชีวิตของผู้ที่ทำงานในยุคนั้น เพราะแรงงานในยุคอุตสาหกรรมก็ได้ทำการรวมตัวกันเป็นสหภาพต่อสู้เรียกร้องความสิทธิและรัฐสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพความมั่นคงของชีวิตในทุก ๆ ด้าน

 แต่เมื่อเราหันกลับมามองชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน สวัสดิการและความมั่นคงในชีวิตของแรงงานในยุคปัจจุบันนั้นได้ถูกทำลายไปการผลิตการขูดรีดที่เมื่อก่อนอยู่แต่ในโรงงานหรือสถานที่ทำงานเป็นหลัก กลับออกมาอยู่นอกโรงงานและเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นหรืออาจถึงขนาดที่ซึมเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึก เพราะการเข้ามาของอุดการณ์แบบเสรีนิยมใหม่ไม่ได้มีแค่การปล่อยให้กลไกลตลาดทำงานได้อิสระ หรือผู้คนจะมีอิสระในการใช้ชีวิตหรือการทำงานอย่างที่มีคนกล่าวอ้าง ถึงแม้เราจะเห็นว่าคนในยุคปัจจุบันหันมาทำอาชีพที่มีความเสมือนเป็นอิสระมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดกิจการเป็นของตนเอง Youtuber Content Creator ตามแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ แต่อาชีพเหล่านี้ก็ไม่ได้หลุดพ้นไปจากการขูดรีดของระบบทุนนิยมเสียทีเดียว และยังมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแรงงานเสี่ยง (Precarious workers) มากยิ่งขึ้นกว่าจะทำให้ชีวิตตนเองมั่นคงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่างานในรูปแบบเก่าจะหายไปเสียทีเดียว แต่งานเหล่านี้กลับถูกให้ความสำคัญและความนิยมน้อยลงจากทั้งสังคมและรัฐในด้านค่าแรงงานคุณภาพชีวิต คนที่ทำงานประเภทนี้ ได้แก่ พนักงานในโรงงาน พนักงานเก็บขยะ คนกวาดถนน พนักงานทำความสะอาด เป็นต้น ซึ่งหากมองไปให้ลึกกว่านั้นการทำงานหรือจ้างงานทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่ได้มีความแตกต่างกันเสียด้วยซ้ำไปในแง่ของการโดนขูดรีดจากระบบทุนนิยม หรือเอาเข้าจริงการทำงานในยุคปัจจุบันอาจจะโดนขูดรีดหนักกว่า ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ “เรากำลังโดนขูดรีดแบบที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังโดนขูดรีด” หรือ รู้ตัวแต่ไร้ทางเลือก ไร้อำนานจในการต่อสู้ สาเหตุของการที่เราไม่รู้ตัว ไร้ทางเลือก ไร้อำนาจ นั้นเกิดจากการทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องของปัจเจก และการทำให้เรื่องของการเมืองการเป็นเรื่องของศีลธรรมส่วนบุคคล ของอุดการณ์เสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) จากที่ผู้คนเคยเรียงร้องความเป็นอยู่ที่ดีและสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับจากรัฐและต่อสู้กับนายจ้างหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดย David Harvey พยายามชี้ในเห็นว่าเกิดขึ้นของอุดการณ์เสรีนิยมใหม่เป็นโครงการต่อสู้ทางการเมือง ของกลุ่มชนชั้นนำที่เสียผลประโยชน์จากการดำเนินนโยบายแนวรัฐสวัสดิการผ่านแนวคิดแบบ Keynesianism ก่อนทศวรรษ 1970 ที่ให้รัฐเข้ามาจัดทำรัฐสวัสดิการให้แก่ประชาชน 

ทั้งนี้ต้องกล่าวด้วยว่ารัฐสวัสดิการที่รัฐเป็นผู้จัดทำนโยบายนั้นเกิดจากการรวมตัวต่อสู้เรียกของผู้ใช้แรงงานในยุคนั้น แต่โลกปัจจุบันที่อยู่ภายใต้ระเบียบแบบเสรีนิยมใหม่ได้ทำให้ความมั่นคงของชีวิตมนุษย์นั้นถูกทำลายไป รัฐกลับไปจับมือกับกลุ่มทุน เริ่มเปิดให้กลุ่มทุนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของรัฐ (privatization) อำนาจทางกฎหมายถูกทำให้กลุ่มทุนนิยมเข้ามาแสวงหาผลกำไรและสูบทรัพยากรในประเทศโลกที่ 3 มากขึ้น รัฐมีอำนาจในการจำกัดและปราบปรามการรวมตัวกันของแรงงานที่ต่อต้านกลุ่มทุนจากการเอาเปรียบ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในบางประเทศสหภาพแรงงานมีความอ่อนเป็นอย่างมาก อย่างเช่น ประเทศไทย กฎหมายแรงงานถูกทำให้เป็นสิ่งที่เข้าใจยาก และเงื่อนไขในการต่อรองไม่ได้ให้อำนาจกับลูกจ้างเท่าที่ควร อีกทั้งยังไม่ได้ครอบคลุมหรือปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขการทำงานและการจ้างงานในแบบปัจจุบัน กล่าวให้ถึงที่สุดคือลูกจ้างไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนนั้นมีสิทธิที่จะต่อรองกับนายจ้าง เพราะสิ่งที่เข้ามาแทนการต่อสู้กับนายจ้างกลุ่มทุนหรือรัฐ นั่นคือการต่อสู้กับตัวเองหรือผู้อื่นเพื่อที่จะทำให้ตนเองประสบความสำเร็จหรือมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเรามักจะเห็นคนที่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา มีการสั่งงานที่เร่งด่วนจากผผู้ว่าจ้าง การโทรมาสั่งงานนอกเวลาทำงาน วัฒนธรรมในองค์กรที่ต้องเลิกงานให้ช้าที่สุด ต้องทำประหนึ่งว่าตนนั้นมีความสุขกับการทำงาน หรือแม้แต่จะหยิบจับอะไรก็ต้องเป็น Content ที่สามารถทำเงินได้ เป็นต้น นี่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากอุดการณ์เสรีนิยมใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จของปัจเจกมากกว่าเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งในระดับปัจเจก Wendy Brown ได้เสนอว่าสิ่งนี้คือ การเปรียบเทียบ (Benchmarking) และ การแข่งขันหรือการปฏิบัติที่เป็น เลิศ (Best Practice) โดยในระดับของปัจเจกมักจะถูกเปรียบเทียบหรือนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น และมาตราฐานของสังคมทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวจึงทำให้ตนตัวของพวกเขาถูกประเมินคุณค่าอยู่ตลอดเวลาภายใต้ การแข่งขันที่เข้มข้นของโลกทุนนิยม จึงทำให้ปัจเจกรู้สึกว่าตนนั้นต้องแข่งขันกับผู้อื่นหรือกล่าวให้ถึงที่สุดคือแข่งขันกับตนเองอยู่ตลอด เพื่อให้เป็นไปตามกรอบของสังคมแบบทุน จึงนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นเลิศที่จะต้องมีความกระตือรือร้น มีความคิดที่สร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา มีความสุขกับงานที่ทำ เป็นประโยชน์ต่อองค์กร รู้จักจัดการบริหารความเสี่ยงด้วยตนเองเป็น พึ่งพาผู้อื่นให้น้อยที่สุด และทำให้ผู้อื่นเห็นว่าตนนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร การทำให้ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของปัจเจกนี้จะส่งผลเสียต่อความเป็นการเมืองและการรวมตัวกันของประชาชน เพราะเมื่อเราถูกทำให้เข้าใจว่าเราสามารถเป็นผู้ประกอบของตนเองได้ การรวมกลุ่มทางการเมืองก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะทุกคนถูกเงื่อนไขของระบบทุนนิยมบดบังทางเลือกอื่น ๆ ที่สามารถจะทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้นได้พร้อมกัน และกลายเป็นว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จแบบปัจเจกก็จะได้รับการยกย่องไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง หรือแม้แต่ต้องทำให้ชีวิตตนเองอยู่รอดต่อไปได้ก็พอไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จแบบคนอื่น 

ซึ่งที่กล่าวไปนั้นก็เป็นความพยายามที่ระบบทุนนิยมจะทำให้ผู้คนแปลกแยกตนเองออกจากสังคม (alienation) แต่กระนั้นก็ต้องขูดรีดตนเองและแข่งขันกับตนเองอยู่ตลอดซึ่งไม่ใช่แค่ในระดับภายนอกร่างกายที่ผู้คนจ้องจะจับผิดความล้มเหลวของกันและกัน แต่ยังลึกลงไปกว่านั้นในระดับจิตสำนักที่ผู้คนพร้อมจะโทษว่ามันเป็นความล้มเหลวของตนเองอยู่ตลอด เมื่อเกิดความล้มเหลวขึ้นกับตนเองโดยละเลยสภาพโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคม โดยสิ่งนี้เรียกว่า แนวคิดการโทษปัจเจกชนหรือการโยนความรับผิดชอบให้ปัจเจก เป็นแนวคิดที่บอกว่าเราเป็นคน รับผิดชอบ กล่าวคือการที่เราเป็นคนคิดบวก ไม่ยอมแพ้ มีเป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จอย่างจริงจัง ลงทุนและ พัฒนาปรับเปลี่ยนกับตนเองอย่างไม่หยุดและสมเหตุสมผล เราจะประสบความสำเร็จและได้ทุกอย่างที่ปรารถนาคุณสมบัติเหล่านี้จะสามารถทำให้ชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้รวมไปถึงเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในสังคมไทยตอนนี้คือ ประเด็นเรื่องการล้างหนี้กยศ. ที่จะมีความเห็นบางส่วนไปในเชิงที่โทษตัวของผผู้กู้ยืม ว่าไม่มีระเบียบวินัยทางการเงิน ไม่มีความรับผิดชอบต่อการใช้หนี้ หรือกระทั่งทำให้กลายเป็นเรื่องของศีลธรรมความสื่อสัตย์ ขยัน อดทน แต่กลับละเลยโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองและการออกแบบนโยบายทางการศึกษาของรัฐ หรืออาจจะกล่าวให้เกินจริงก็ได้ว่า “การขูดรีดตนเองกลายเป็นสิ่งที่ดูจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในโลกยุคปัจจุบัน”

ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ก็เพื่ออยากชวนผู้ที่เข้ามาอ่านตั้งคำถามว่า “ทำไมเราถึงต้องขูดขีดตัวเองหรือถูกบังคับให้ขูดรีดตัวเอง” ชีวิตของเราทุกคนควรจะดีได้มากกว่านี้โดยที่ไม่ต้องขูดรีดตนเอง และเพื่อที่จะไปถึงจุดนั้นการรวมตัวเพื่อต่อสู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ในการเปิดทางเลือกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชีวิตพวกเรา (We)

อ้างอิง
เดวิด ฮาร์วี. (2005). ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของลัทธิเสรีนิยมใหม่.
Brown, W. (2015). Undoing the Demos: Neoliberalism’s Stealth Revolution. New York: Zero Book.